ว่าด้วย เนกาทีวิตี้ (Negativity): ทำไมโดนัทต้องมีรู? (ตอนที่ 2)
ข้อถกเถียงสำคัญของสองกลุ่มนี้นะครับ อยู่ที่ประเด็นเรื่อง เนกาทิวิตี้ เป็นสำคัญ ผมจะเริ่มด้วยความคิดของ กิล เดอลูซ (Gilles Deleuze) อย่างคร่าวๆก่อนในฐานะที่ เดอลูซ เป็นรากฐานให้กับการวิจารณ์ เฮเกล และการเปิดรับเอา ความคิดของ สปิโนซ่าเข้ามาแทนที่เฮเกลของกลุ่มแรก เช่น เนกรี และฮาร์ท
งานเขียนของ ไมเคิล ฮาร์ท (Michael Hardt) ที่ชื่อว่า “ผู้ฝึกฝนทางปรัชญา: กิล เดอลูซ” (An Apprenticeship in Gilles Deleuze) เป็นหนังสือที่เขียนในปี 1993 ซึ่งเขียนขึ้นก่อนที่เขาจะเขียนหนังสือเล่มสำคัญที่ชื่อว่า จักรวรรดิ (Empire) ร่วมกับ เนกรีในปี 2001
หนังสือเล่มนี้พยายามอธิบายว่า ทำไม เดอลูซ ถึงปฏิเสธ เฮเกลและวิภาษวิธี? และ เดอลูซใช้วิธีการอะไรในการโจมตีเฮเกล และวิภาษวิธี?
ฮาร์ท อธิบายว่า ความคิดแบบ หลังโครงสร้างนิยม (Post-Structuralism) หรือ หลังสมัยใหม่ (Postmodernism) นั้น เริ่มต้นขึ้นมาจากการวิพากษ์วิจารณ์ เฮเกล ปัญหาใหญ่ที่แนวคิดหลังสมัยใหม่หรือหลังโครงสร้างนิยมต้องการจะหักล้างและท้าทายเฮเกลนั้นคือ สิ่งที่เรียกว่า “เนกาทิวิตี้” หรือ “เนกาทีฟ” ซึ่งถ้าจะแปลแบบไม่ค่อยได้ความหมายมันก็อาจแปลว่า การปฏิเสธ ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไปนะครับ
สำหรับเฮเกลแล้ว เนกาทิวิตี้ คือ หัวใจของวิภาษวิธี มันมีความหมายถึงหลายๆสิ่งนะครับ เช่น ความขัดแย้ง รอยแหว่ง ช่องว่าง ความขาด สิ่งที่มีอยู่แต่มองไม่เห็น สิ่งที่อธิบายไม่ได้แต่ดำรงอยู่จริง เป็นต้น
ยกตัวอย่างนะครับ สมมติเราพูดถึง “โดนัท” ที่เป็นของกิน กลมๆตรงกลางมีรู อิอิ – โดนัทจะไม่เป็นโดนัท ถ้ามันเป็นแป้งก้อนเดียวกันหมด โดยไม่มีรูตรงกลาง ปัญหาคือ การนิยามความเป็นโดนัทเนี่ยมันต้องเอารูตรงนี้มาด้วย
รูกลมๆตรงกลางอันนี้ ไม่มีตัวตนอยู่ในโลกทางวัตถุจริงๆ ใช่มั๊ยครับ แต่มันจะปรากฎให้เห็นได้ เมื่อเราจับต้องหรือผลิต แป้งขนมปังกลมๆวงแหวนรอบๆ หรือที่เรียกว่า โดนัท ขึ้นมาเท่านั้น
แต่ในขณะเดียว ไอ้รูกลมๆตรงกลาง ที่ปราศจากตัวตน ไม่มีอะไร ว่างเปล่า จับต้องอะไรไม่ได้ มันกลับมีบทบาทในการนิยามความเป็น โดนัท ที่เป็นวัตถุ จับต้องได้ กินได้ ขึ้นมา
อีกตัวอย่าง เวลาเราอ่านหนังสือ บรรทัดที่ 1 กับ บรรทัดที่ 2 มันต้องมีช่องว่างใช่มั๊ยครับ ระหว่างบรรทัด ที่หลายๆคนเอาไว้เขียนโน้ตหรือขีดเส้นใต้ – คำถามคือ ถ้าไม่มีช่องว่างอันนั้น บรรทัดจะเป็นบรรทัดหรือไม่ เราจะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องใช่มั๊ยครับ — สิ่งที่กำหนดความเป็นบรรทัดที่เรามองเห็นอ่านได้ กลับเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น อ่านไม่ได้ แต่มันมีอยู่จริง ระหว่างบรรทัดสองบรรทัด
นี่เป็นอุปมาถึงสิ่งที่ เฮเกล เรียกว่า เนกาทิวิตี้ (negativity) นั่นเอง ซึ่งสำหรับเฮเกล แล้ว เนกาทิวิตี้ อันนี้แหละเป็นแก่นแท้ของสรรพสิ่ง เป็นตัวกำหนดความเคลื่อนไหว และความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ทั้งในความคิดและในโลกทางวัตถุ
เนกาทิวิตี้ อันนี้ทำให้มี ประวัติศาสตร์ มีสรรพสิ่งและมีมนุษย์ เนกาทิวิตี้ อันนี้ทำให้มนุษย์ เกิด แก่ และตาย ทำให้มนุษย์รักกัน ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ฟ้าร้อง ทำให้ยานอวกาศวิ่งได้ และอื่นๆอีกมากมาย
ลักษณะสำคัญที่สุดของ เนกาทิวิตี้ ในปรัชญาของเฮเกล ก็คือ เนกาทิวิตี้ ไม่ใช่อะไรก็ได้ แต่เป็น “เนกาทิวิตี้ที่กำหนดได้” (determinate negation) หรือ หาเหตุหาผลหรือสร้างความรู้มาอธิบายได้ว่า มันมาจากไหน และจะไปไหนต่อ อย่างไร
สำหรับ มาร์กซ์ ซึ่งพัฒนาเอาความคิดของเฮเกลมาใช้นั้น เนกาทิวิตี้ แบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ แสดงออกผ่าน ความขัดแย้งทางชนชั้น ซึ่งทำให้ชนชั้นผู้ถูกกดขี่ลุกขึ้นสู้ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม
ดังที่ มาร์กซ์และเองเกลส์ เขียนใน แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (1848) ว่า
“ประวัติศาสตร์ทั้งหมดล้วนเป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางชนชั้น”
เนกาทิวิตี้ที่กำหนดได้ ของ ตรรกะที่มาร์กซ์ใช้ คือ
ก็เพราะมันมีสิ่งที่เรียกว่า “ชนชั้น” “วิถีการผลิต” “พลังการผลิต” ซึ่ง “กำหนดได้” เป็น determinate negation ดำรงอยู่ เราอาจมองไม่เห็นความสัมพันธ์ทางการผลิต หรือ ชนชั้นได้โดยตรง เราอาจไม่รู้ว่า ทุนนิยมอยู่ตรงไหน แต่ทำไมเราถึงพูดว่า สิ่งเหล่านี้มีอยู่ นี่คือ เนกาทิวิตี้แบบมาร์กซ์
ดังนั้น ด้วยเหตุที่มี เนกาทิวิตี้ แบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ที่หมายถึง “ความขัดแย้งทางชนชั้น” นั่นเอง ประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสังคม และสรรพสิ่งในสังคมมนุษย์จึงเกิดขึ้นได้
หากไม่มี “ความขัดแย้งทางชนชั้น” แล้ว “ประวัติศาสตร์” ก็จะไม่มี เพราะตรรกะของประวัติศาสตร์แบบวิภาษวิธีแบบมาร์กซิสต์นั้นมันต้องเดินด้วย “ความขัดแย้งทางชนชั้น” เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ
เราอาจสรุปเป็นแผนภาพได้ว่า
“ความสัมพันธ์ทางการผลิตที่ขูดรีดไม่เท่าเทียม มีสังคมชนชั้น เกิดความขัดแย้งทางชนชั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น การปฏิวัติ เกิดสังคมใหม่ที่มีความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบใหม่ที่ก้าวหน้ากว่าเดิม”
และมันก็จะวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ เป็นวงกลมที่พัฒนายกระดับขึ้นไป โดยมี การปฏิเสธที่กำหนดได้ หรือ determinate negation เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่เป็นวงกลมอันนี้
ก่อนจะไปไกลกว่านี้นะครับ “ตอนหน้า” ผมจะกลับมาที่เดอลูซ ว่าเค้ามีความคิดเห็นยังไงกับ เนกาทิวิตี้ ซึ่งเป็นหัวใจ ของ เฮเกล
เต่า พูดว่า,
ตุลาคม 9, 2007 ที่ 7:02 am
น่าสนใจนะ เรื่องรูโดนัทเนี่ยะ คิดได้ไง
riverstar พูดว่า,
ตุลาคม 9, 2007 ที่ 9:17 am
งั้นถ้าหมอนจะสรุปง่ายๆ ว่า เนกาทิวิที้ คือ Space ได้มั้ย คืออย่างเวลาในงานออกแบบ(ที่หมอนไม่มีความรู้ในด้านนั้น ฮา….แต่ดั๊นใช้งานออกแบบมาเป็นตัวอย่างของตัวเอง ฮ่ะๆๆๆ) space ก็เป็นเรื่องสำคัญ เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ต้องมีเพื่อให้งานนั้นสมบูรณ์
ใช่ป่ะ??
เรียนต่อไปเรื่อยๆ น่อคุณพี่ คุณน้องตามอ่านอยู่ อิอิ ^ – ^
หมอน
riverstar พูดว่า,
ตุลาคม 9, 2007 ที่ 9:19 am
เฮ้ย! พิมพ์ผิด เขียนต่อเรื่อยๆ ไม่ใช่เรียน (มันผิดได้ไงฟะ แป้นอยู่ห่างกันเป็นโยชน์ -*- )
หมอน
riverstar พูดว่า,
ตุลาคม 27, 2007 ที่ 4:04 pm
รออ่านตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ
หมอน