เสียง (voice) และ เดอะเรียล (the Real)
สองสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสอ่านเรื่องเกี่ยวกับ เสียง (voice) ในหนังสือชื่อ “เสียง และไม่มีอะไรมากกว่านั้น” (Voice and nothing more) เขียน โดย Mladen Dolar นักปรัชญาสายจิตวิเคราะห์ชาวสโลวัก เป็นหนังสือที่สนุกมากเล่มหนึ่ง ผมอ่านไปแค่สองบทแรกของหนังสือ ที่ Dolar พูดถึงเสียง หัวเราะ เสียงกรีดร้อง เสียงที่เกิดจากการสะอึก
เอาเป็นว่า วันนี้ผมจะเล่าเรื่องที่อ่านมาแล้วกันนะครับ ถือว่าเป็นความรู้รอบตัว อย่าจริงจังกับมัน
Dolar เริ่มต้นโดยการโต้ตอบกับแนวกระแสหลักที่ศึกษาเรื่อง เสียง และ ภาษา ซึ่งมองว่า เสียง กับ ความหมายของคำ มันเป็นสิ่งที่มาบรรจบกันพอดี หมายความว่า เราสามารถกำหนดความหมายให้กับทุกๆเสียงที่เกิดขึ้นได้
Dolar ยกตัวอย่างเสียง “หัวเราะ” บอกว่า เสียงหัวเราะนั้นไม่สามารถบรรจบกันพอดีกับ “ความหมาย” ของภาษาเสมอไป เสียงหัวเราะอยู่นอก โลกของสัญลักษณ์ หรือ ทีเรียกว่า โลก symbolic เพราะ เด็กทุกคนที่เกิดมานั้น สามารถหัวเราะได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องรู้จักคำหรือภาษาหรือความหมาย หรือแม้กระทั่งเมื่อเรารู้ภาษาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราก็ “หัวเราะ” ซึ่งการหัวเราะก็ยังมีหลายความหมาย ขึ้นกับวัฒนธรรม หรืออะไรหลายๆอย่าง ที่ภาษามาจำกัดไม่ได้
นี่คือตัวอย่างของ “รู” ในโดนัท หรือ สิ่งที่สำนักจิตวิเคราะห์เรียกว่า “the Real” ที่แม้จะอยู่ร่วมกับ โลก symbolic หรือ ตัวโน๊ต แต่ โลกของ symbolic ก็ไม่สามารถสร้างภาษาหรือสัญลักษณ์ไปครอบคลุมความหมายและการตีความเกี่ยวกับ เสียงหัวเราะ หรือ “รู” ได้ทั้งหมด
ประเด็นนึงก็คือ เสียงหัวเราะ มันไม่ใช่เสียงที่อยู่ “นอก” โลกของภาษาทั้งหมด แต่มันสร้างโลกที่อยู่ระหว่างการมีภาษากับไม่มีภาษาด้วย เช่น การหัวเราะของเรามีความหมายที่ตัวเราอาจรู้และไม่รู้ เช่น เราหัวเราะ เพราะฟังเรื่องตลก หรือหัวเราะเพราะฟังเรื่องเสียดสีแย่ๆ ซึ่งการหัวเราะ ที่แม้จะเป็น the Real ก็เกิดขึ้นและสัมพันธ์กับโลกภาษาของ symbolic ตลอด ไม่ได้แยกกันเบ็ดเสร็จ แต่ the Real มันเป็นส่วนที่ต่อต้านระบบสัญลักษณ์และสังคมที่ไม่ยอมให้ภาษาและสัญลักษณ์ผนวกมันเข้าไปแบบเบ็ดเสร็จ
เวลาพูดถึง the Real มันมีความหมายเช่นเดียวกับ รู ของโดนัท ที่มันดู “เสมือน” ไม่มีอะไร แต่มันเป็นเงื่อนไข และเป็นตัวกำหนดหรือเป็นฐานให้แก่การปรากฎของสิ่งทีเรียกว่า โดนัท และความเป็นโดนัทได้ เสียงบางประเภท ก็เป็นเสียงที่ “เสมือน” ว่าไม่มีความหมาย เช่น เสียงหัวเราะแบบที่ผมพูดไปแล้ว แต่เอาจริงๆแล้ว ทุกๆเสียงหัวเราะของมนุษย์นั้นเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์กับความหมายรอบๆตัวมันทั้งสิ้น เป็นต้น
ตัวอย่างของ เสียงกรีดร้อง ซึ่งยกมาในหนังสือเล่มนี้ ก็น่าสนใจ Dolar พูดถึงเสียงร้องของเด็ก โดยตอบโต้นักจิตวิทยากระแสหลักที่มองว่า เสียงร้อง อยู่นอก ภาษาและการสื่อสารโดยสิ้นเชิง แต่ Dolar บอกว่า การร้อง เด็กจะร้องไม่ได้ ถ้าเด็กไม่เชื่อหรือไม่รู้ว่า มี “คนอื่น” อยู่ เพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการ หิว ร้อน หนาว
การที่เด็กรู้ว่ามี คนอื่น (the other) อยู่ แสดงว่าเด็กอยู่ระหว่างโลกภาษา กับ โลกของการไม่มีภาษา(ที่มีตัวคนเดียวแบบธรรมชาติ) เพราะเราจะรับรู้ว่ามี “คนอื่น” ที่จะตอบสนองความต้องการของเราไม่ได้ ถ้าเราไม่อยู่หรือมีปฏิสัมพันธ์กับโลกของสัญลักษณ์ การที่ เสียงร้อง เป็นส่วนที่อยู่ “ระหว่าง” เช่นนี้ ด้านหนึ่งมีความหมายที่เด็กต้องการสื่อ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การสื่อสารของเด็กอันนี้ ไม่มีภาษามารองรับ
เพราะฉะนั้นเสียงกรีดร้องจึงอยู่ในส่วนที่เรียกว่า the Real ที่เข้าถึงไม่ได้ด้วยโลกของภาษาหรือสัญลักษณ์ทั่วไป แต่มีผลมาก มีผลต่อคนที่อยู่ในโลกภาษา เช่น พ่อแม่ ให้ต้องรีบทำอะไร เพื่อตอบสนองความต้องการของเด็ก
นี่คือ สิ่งที่ผมพูดตอนที่แล้วเกี่ยวกับ เฮเกล ว่า เป็น เนกาทิวิตี้ หรือ สิ่งที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ด้วยระบบภาษา สัญลักษณ์ วัฒนธรรม แต่มีอยู่ และกลับมีอิทธิพลมากกว่าสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้ภายใต้ภาษาหรือสิ่งที่เราเห็นได้ทั่วๆไป