Baudrillard and the defense of the Real
หลังจากที่ไม่ได้เขียนมานาน
โพสของวันนี้จะชี้ให้เห็นถึง ความสอดคล้องกันของนักคิดสองสาย คือ Jean Baudrillard ซึ่งมักจะถูกจัดว่าเป็นนักปรัชญาหลังสมัยใหม่ และ นักคิดกลุ่มจิตวิเคราะห์สาย Lacanian เช่น Slavoj Zizek และ Alenka Zupancic ซึ่งทั้งสองกลุ่มนั้นมีข้อเสนอในการมองภาพของโลกปัจจุบัน และ มีข้อเสนอที่เป็นทางออกที่ใกล้เคียงกันอย่างมาก
ในงานเรื่อง Vital Illusion ของ Jean Baudrillard นั้น เขาชี้ว่า การพัฒนาของโลกทุนนิยมปัจจุบันมันกำลังเจอปัญหาแบบใหม่ที่มีไม่ใช่เรื่องของการ lack ข้อมูลหรือเข้าไม่ถึงความจรืง แต่เรากำลังอยู่ในยุคที่เราเข้าถึงความจริงและข้อมูลที่มากเกินไป (too much) จนเราไม่สามารถรู้ได้ว่า อันไหนคือความจริงกันแน่
JB ชี้ว่า มันเป็นโลกที่ “สิ่งที่เกิดขึ้น” กับ “การรับรู้” ของเรา มันเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน — เมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งๆขึ้นในโลก เราสามารถรับรู้ข้อมูลหรือภาพข่าวได้ทันทีในเวลาเดียวหรือใกล้เคียงกับที่เหตุการณ์เกิดขึ้นผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ — การที่การรับรู้ของเราแนบสนิทกับ เวลาจริง หรือ real time นั้น มันได้ทำให้ความคิดเรื่อง time เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมาย เพราะทุกอย่างมันเกิดและเรา “ต้อง” รับรู้มันในขณะนั้นๆ จนเราไม่สามารถระลึกถึงอดีตหรืออนาคตได้
นี่คือที่ JB เรียกว่า The murder of the Real — ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดเพราะไม่มี reality แต่เพราะ reality ที่มีมากเกินไป จนเราไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า อะไรคืออะไรกันแน่ — the Real ซึ่งถูกเบียดขับ และไม่มีพื้นที่ในความรับรู้ อันเนื่องมาจากทุกสิ่งทุกอย่างถูก present ในฐานะที่เป็น reality ทั้งหมด the Real จึงเป็นสิ่งที่ถูกฆาตกรรมอย่างสมบูรณ์ หรือที่ JB เรียกว่า Perfect Crime
แต่อย่างไรก็ดี JB ได้ชี้ว่า การฆาตกรรมต่อความจริงนี้ มันไม่ได้สมบูรณ์ หากแต่มันมีบางสิ่งที่หลงเหลืออยู่ มันมี the Real บางอย่างที่ไม่ถูกฆาตกรรม แต่มันเป็น the Real ที่เราเข้าไม่ถึง ยังไม่ค้นพบ หรืออาจไม่มีทางค้นพบ
สภาวะเช่นนี้เอง JB ชี้ว่า ปัญหามันไม่ได้เกิดที่/จาก subject แต่เกิดจากตัว object เองที่มันเกิดจาก โลก หรือ วัตถุ เอง มากกว่า หรือที่ B เรียกว่า obejective irony
the Real เช่นว่านี้เป็นความคลุมเคลือ มายาภาพ ภาพลวงตา แต่เป็นภาพลวงตาที่จำเป็นที่เราต้องปกป้องไว้ จากการที่ถูก presented และ represented จากโลกของข้อมูลข่าวสารที่ต้องการนำเสนอทุกสิ่งทุกอย่าง (ซึ่งเอาเข้าจริงสุดท้ายแล้ว การนำเสนออันนี้ก็ทำให้เราไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบ้าง)
JB เรียก the Real เช่นว่านี้ว่า Vital Illusion หรือ ภาพลวงตาที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด
ในสภาวะเช่นนี้ JB ชี้ว่า มนุษย์กำลังเผชิญกับความกระอักกระอ่วนใจอย่างมากจากการไม่สามารถเข้าถึง reality ที่ถูกนำเสนอ การเสนอให้กลับไปหาและปกป้อง illusion ของ JB จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น การชี้ให้เห็นและปกป้อง illusion นั้นจะช่วยให้เราสามารถคิดถึง โลกและสรรพสิ่งได้ หลังจากที่ โลกได้ถูกทำลายอย่างสิ้นซากจากการฆาตกรรมความจริง
การวิเคราะห์สภาวะของทุนนิยมในปัจจุบันและการเสนอทางออกของ B นั้น สอดคล้องกับความคิดของ Lacanian จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Zizek, Zupancic และแม้แต่นักจิตวิเคราะห์อเมริกันที่ชื่อว่า Todd McGowan ซึ่งพยายามเสนอว่า ปัญหาของโลกปัจจุบันก็คือ ระบบทุนนิยมปัจจุบันมันสามารถตอบสนอง desire ของมนุษย์ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด — ซึ่งนักคิดสายลากองกลับมองว่า นี่คือปัญหา มากกว่าจะเป็นสิ่งที่น่าเชิดชู
ตรงกันข้ามกับนักคิดมาร์กซิสต์สาย Spinozian อย่าง Negri, Hardt, Guattari ที่มองว่า ภายใต้โลกทุนนิยมปัจจุบันหรือที่ HN เรียกว่า Empire นั้น เรามีเสรีภาพใกล้เคียงกับในโลกของคอมมิวนิสต์ หรือโลกอนาคต การปฏิวัติเพื่อสร้างสังคมใหม่ในสายตานักคิดเหล่านี้จึงแค่เพียงดันให้ระบบทุนนิยมมันขยายตัวในรูปแบบที่ปลดปล่อยเสรีภาพของ ชีวิต (bio) ในทุกๆด้านอย่างสมบูรณ์ เมื่อนั้นทุนนิยมจะล่มสลายไปเอง ด้วยการทำลายตนเองของระบบ
Zizek เองได้วิจารณ์แนวคิดของนักคิดสาย Spinozian เช่น Deleuze, Guattari, Hardt, Negri เอาไว้อย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่ข้อเสนอของนักคิดสาย Spinozian เหล่านี้ไปสอดคล้องกับตรรกะของระบบทุนนิยมเอง ที่เปิดให้มี unlimited desire มากกว่าที่จะเน้นด้าน antagonism หรือ negativity เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งทำให้ข้อเสนอของนักคิดเหล่านี้ไม่นำไปสู่การต้านทุนนิยม แต่กลับสนับสนุนการทำงานของระบบทุนนิยม
Zizek ถึงกับเสนอว่า
“อุดมการณ์ของระบบทุนนิยมตอนปลาย อย่างน้อยลักษณะในระดับมูลฐานของมัน (ก็คือ) Spinozist” (Tarrying with the Negative, p. 218)
กลับมาที่นักคิดสายลากอง พวกเขามองว่า ความพึงพอใจ (satisfaction) มันต้องเกิดจากการที่ desire มันได้ละเมิด สิ่งที่ถูกห้ามเอาไว้ — enjoyment จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ เราได้ ละเมิด (trangression) สิ่งที่ถูกห้าม — แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ในสภาวะปัจจุบัน สิ่งต่างๆไม่มีอะไรที่ปกปิด ไม่มีอะไรที่ห้าม เสรีภาพในการบริโภคเกิดโดยเสรี ปัญหาที่ตามมาคือ มนุษย์ที่มีเสรีภาพเสรีกำลังเผชิยหน้ากับสภาวะกระอักกระอ่วนใจ เพราะโลกนี้ปราศจากความท้าทายและการต่อสู้ — นี่คือสิ่งที่ B ชี้ว่ามันคือสภาวะที่ เราเข้าถึงสรรพสิ่งมากเกินไป จนเราไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร ทุกอย่างมันเป็น too much
ข้อเสนอของ Zizek และ Zupancic ก็คือ การเสนอให้ปกป้องและยืนยันการมีอยู่ของ the Real ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อเสนอของ JB ที่กล่าวไว้แล้วถึง vital illusion
การกล่าวว่า vital illusion = the Real ในความหมายแบบ Lacanian ซึ่งหมายถึง สิ่งที่หลงเหลือและต่อต้านการถูกผนวกเข้าไปในโลกของ reality หรือ โลกของภาษาและสัญลักษณ์นั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจริง
มาถึงตรงนี้ เราจะต้องเข้าใจการแยกกันระหว่างสิ่งที่เรียกว่า reality กับ the Real
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สิ่งที่มีมากเกินไป คือ reality ไม่ใช่ the Real — reality มันกระทำฆาตกรรม the Real โดยทำเสมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกผนวกเข้ามาแล้วภายใต้โลกของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโลกภาษาและสัญลักษณ์
the Real นั้นไม่ใช่สิ่งที่พูดถึงได้แบบตรงไปตรงมา แต่เราสามารถสัมผัสมันได้ ในเวลาที่พลั้งเผลอ หรือผ่าน fiction (illusion ในภาษาของ JB) บางอย่าง (ดูงานของ Zizek หลายๆงาน)
อุดมการณ์ที่ว่าด้วย reality ที่สมบูรณ์ (complete) และเปลือยเปล่า (naked) นั้น มันได้กีดกันหรือทำให้การพูดถึง the Real เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เสมือนกับว่า มันไม่มีตัวตนอยู่ และที่สำคัญที่สุดคือทำให้ the Real เป็นสิ่งที่หมดความจำเป็นลงไป
จุดนี้เองที่ Baudrillard และ Lacanians เห็นพ้องต้องกัน ว่า
1. เราจำเป็นต้องแยก reality กับ the Real ออกจากกัน อย่างน้อยก็ในระดับของการวิเคราะห์ เพื่อที่จะเปิดให้เราได้คิดถึง ความขัดแย้ง และ ปัญหา ที่ดำรงอยู่ได้
2. too-muchness ของ reality มัน กีดกันเบียดขับ (exclude) the Real หรือ antagonism ออกจากการเมืองและความเข้าใจของโลกปัจจุบัน (พูดในภาษาแบบ Schmitt นี่คือการทำลายความเป็นการเมือง (depoliticization) ที่ทำเสมือนว่า ความขัดแย้ง ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนของโลก มิได้ดำรงอยู่
3. ภารกิจของนักปรัชญาในปัจจุบันก็คือการเอา the Real กลับเข้ามา ซึ่งก็หมายถึงการเอา illusion/antagonism กลับเข้ามา เพราะ illusion/antagonism นี้เองที่เป็นพลังขับเคลื่อนโลก และเป็นหัวใจของความเป็นการเมือง (ในภาษาของ Hegel นั้น the Real ก็คือ negativity หรือ contradiction ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อน Spirit และสังคมมนุษย์ให้พัฒนาตัวขึ้นในระดับที่สูงขึ้นไป)
อ่านเพิ่มเติม
Jean Baudrillard, Vital Illusion (Columbia University Press, 2000) โดยเฉพาะบทสุดท้ายที่ว่าด้วย The Murder of the Real
Felix Guattari, “The Proliferation of Margins,” in Sylvere Lotringer ed, Autonomia: Post-Political Politics (Semiotext, 2008), p. 108-11.
Todd McGowan, The End of Dissatisfaction (SUNY Press, 2003)
Slavoj Zizek, Tarrying with the Negative (Duke University Press, 1993)
—————–, Parallax View (MIT Press, 2006) โดยเฉพาะหน้า 261-7
Alenka Zupancic, The Shortest Shadow: The Nietzsche’s Philosophy of the Two (MIT Press, 2003), โดยเฉพาะ part แรกของหนังสือเล่มนี้ที่วิเคราะห์ ascetic ideal และ nihilism