บันทึกเกี่ยวกับ Slavoj Zizek
เนื้อหาด้านล่างนี้ ผมนำมาจากการตอบโต้หรือสนทนาของผมเองในเวปบอร์ดแห่งหนึ่ง โดยไม่ได้เรียบเรียง แก้ไขหรือเพิ่มเติม ดังนั้นมันจึงมีลักษณะไม่ปะติดปะต่อ แต่สามารถพูดรวมๆได้ว่า เกี่ยวกับ ความคิดทางการเมืองของ Zizek ซึ่งอยู่ในความสนใจของผมเองในปัจจุบัน
—————————————————————————————–
1. Z คัดค้าน violence ที่เป็นไปเพื่อ PSEUDO universal เช่น racism, fascism และอื่นๆ — แต่ไม่ได้คัดค้านการเปลี่ยนแปลงผ่าน violence เพราะ violence เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการสร้าง Event — ดังนั้นการพูดว่า Z สนับสนุน violence แบบ simplistic จึงผิด!!
2. Z ต่อต้าน human rights ในฐานะที่มันทำลายการแบ่งแยกและความเป็นการเมืองมากกว่าที่จะบอกว่า “ฆ่าคนได้ไม่ผิด”
3. Z ไม่ได้ไม่อัด Stalin และ Hitler นะครับ เพราะ Z เองต้องการอธิบายปรากฎการณ์พวกนี้แบบ historicity มากกว่า ว่าNazism and Stalinism เกิดขึ้นในฐานะที่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทางประวัติศาสตร์ — การพูดเช่นนี้ก็เพื่อ defend มาร์กซิสต์ไว้จากข้อกล่าวหาว่า แนวคิดมาร์กซิสต์นำไปสู่เผด็จการสตาลิน — ดังนั้น Marxist-Leninist political project จึงยังเป็นไปได้อยู่
4. Z มองว่า ในทุนนิยมปัจจุบันมันมีศัตรูสำคัญของฝ่ายซ้ายอยู่ 2 ตัวที่ดู “เหมือน” ว่าจะเป็น dilemma นั่นก็คือ 1. การเมืองแบบ เสรีนิยมประชาธิปไตย กับ 2. การเมืองแบบ fundamentalism — โดย Z เสนอ การเมืองแบบมาร์กซิสต์ที่เน้นการปฏิวัติและแตกหักเด็ดขาดกับทุนนิยม — ดังนั้นการบอกว่า Z ต้องการให้ทำแนวร่วมกับพวก Fundamentalism จึงเป็นความเข้าใจผิด
5. การเมืองแบบ tolerance หรือ multiculturalism สำหรับ Z นั้น มันไม่ใช่การเมืองที่ท้าทายและทำลาย Order ที่ดำรงอยู่ — มันเป็นแค่การแสวงหา recognition ซึ่งไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไร — ยิ่งไปกว่านั้น tolerance มัน impossible ในตัวมันเอง เพราะเรา tolerate ได้ก็ต่อเมื่อ Other มันอยู่ไกลจากเรา ไม่ได้อยู่ร่วมกับเรา เช่น เราอดทนต่อความต่างได้ก็ต่อเมื่อเราไม่เสียประโยชน์หรือกระทบชีวิตของเรา แต่ถ้าเมื่อไหร่ เราเจอกับ Other within เราจะtolerate ไม่ได้ทันที — ดังนั้น tolerance และการเมืองแบบ multiculturalism จึงเป็น impossible project ที่เป็นไปไม่ได้ในตัวมันเองแต่ต้น
การเมืองแบบ Z จึงไม่ใช่การปกป้องความต่างแบบทั่วๆไป แต่เป้นการทำลายความต่างที่สมควรถูกทำลาย และสร้าง order ใหม่ๆ หรือ vantage point อันใหม่ขึ้นมามากกว่า
Z ยังมองว่า พวก multicul นั้นมักจะนำไปสู่การ ยอมรับอะไรที่ห่วยๆและไม่สมควรจะยอมรับ ซึ่งนำไปสู่การเมืองแบบ passive ไม่ใช่ active
ดังนั้นจุดยืนทางการเมืองของ Z จึงต่างจากฝ่ายซ้ายร่วมสมัยโดยทั่วไป โดยที่ Z คัดค้านเสรีนิยม multicul และ fundamentalism แบบสุดๆ แต่เป็นการคัดค้านที่เสนอด้วยว่า ต้องสร้าง new point (ดูที่ Z รีวิวหนังสือใหม่ของ Badiou) หรือ new Master ตัวใหม่ ซึ่งวแน่นอนการสร้าง new Master มันหลบีกเลี่ยง violence ไม่ได้
violence จึงไม่ใขช่สิ่งที่ Z สนับสนุนโดยตัวมันเอง แต่ต้องเป็น violence ที่นำไปสู่อะไรบางอย่าง โดยเฉพาะที่ Z เรียกรวมๆว่า egalitarian-democratic idea (ในภาษา Derrida ก็คือ undeconstructible justice)
Z ไม่ได้บอกว่าอะไรที่ควรทำลายและไม่ควรถูกทำลาย เกณฑ์มันจะเกิดขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อ มันมี rupture ของ Event เป็นตัวบอก — fidelity ต่อ truth จะเป็นตัวบอกเองว่าอะไรเป็นเกณฑ์
พูดภาษา Laclau ก็คือ logic of equivalence กับ logic of difference
equivalential chain มันเกิดได้เมื่อเราทำลายหรือกด difference ไว้ ผ่านการสร้าง master บางอย่างขึ้นมา
ซึ่งทั้งหมด คนที่กำหนดคือ subject ที่ขึ้นกับ Event นั้นๆ
ดังนั้นการเมืองแบบ Z มันจึงเป็นการช่วงชิงบนฐานของการแตกหักทำลายกับ Exisitng order ที่ไม่เท่าเทียมไปเรื่อยๆ
ถ้าเราบอกว่า เราควรเคารพ difference ถามว่า ใครกำหนด difference นั้นๆ ใคร distribute — นี่คือประเด็นที่ Zizek เสนอให้แตกหักกับเกณฑ์ที่ใช้แบ่งแยก difference ที่มีอยู่เดิม โดยสร้างอันใหม่
Zizek ก็คล้ายๆ Badiou ครับในแง่ที่วางความคิดเรื่อง universal truth อยู่บน situation หรือ event ไม่ใช่ trancendental truth
ต้องเข้าใจว่าคำว่า transcendental ต่างกับ universal
transc มันข้ามพ้นกาลเวลา เป็น reference ของทุกสิ่งทุกอย่าง
แต่ univer มัน to all สำหรับ time-loop หนึ่งๆ หรือ event หนึ่งๆเท่านั้น
truth ของ Z จึงวางอยู่บน open to all in a singular event (ความคิดเรื่อง singularity และ universality นี้แชร์กันระหว่าง เบนยามิน เนกริ บาดู และ ชิเชก)
Z ไม่ได้บอกว่าอะไรก็ได้แบบในความคิด “หลังสมัยใหม่” มอง แต่ Z เสนอว่า ในการแตกหักกับ exisitng order มันต้องสร้าง new order ใหม่อยู่แล้ว นั่นหมายความว่า ประเด็นก็คือ ในการ rupture แต่ละครั้ง ใครจะเป็นคน invent New Order มันจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ความคิดของ Z ตรงนี้ต่างกับพวก multiculturalism อย่างสิ้นเชิง เพราะความคิดแบบ multi มันเน้นการ RECOGNIZE Other หรือ the excluded (ตรงนี้คล้าย Ranciere)
ปัญหาของ MERELY recognize the excluded ในความคิดพวก multi มันก็คือ การrecognition มันไม่ได้สร้าง rupture กับ exisitng order — แต่มันเป็นการยอมรับและขอเป็น part ของ the whole ของ order เดิมมากกว่า
ตรงนี้เองคือ spirit ของ Marx and Lenin ที่พูดถึง REVOLUTION ซึ่งต่างจากพวก Laclau, Mouffe ที่ไม่ได้สนใจการปฏิวัติแบบที่ สนใจ
ส่วนประเด็นการทำลาย difference มันไม่ใช่ว่า Z เสนอให้ปฏิเสธหรือฆ่า the excluded — แต่ Z เสนอว่า (คล้ายๆ Laclau) ในการ invent New Order มันจำเป็นต้อง cut across ตัว order of distinction ที่มีอยู่เดิม — ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่การไปฆ่าชนกลุ่มน้อย หรือ คนที่ต่างจากชนชั้นกรรมาชีพ (นิยามชนชั้นกรรมาชีพของ Z ก็ต่างออกไป แต่จะไม่อภิปรายในนี้)
การบอกว่า violence เป็น ground ไม่ได้แปลว่า Z สนับสนุนการฆ่าคนนะครับ — ตรงนี้ผมคิดว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่า คำว่า violence มันมีนัยยะของการ rupture กับระบบ ผ่าน civil war หรือ class war — ซึ่งตรงนี้ Z ต้องการต่อต้านพวก Pacifist
New Order ที่พูดถึงก็คือ universal criteria ที่กำหนดผ่าน fidelity to a singular truth-event เอง ไม่ใช่ transcendental หรือแบบที่มีเกณฑ์ตายตัวอยู่แล้วแบบศาสนาที่มีศีลข้อ 12345
Z ต่อต้านการเมืองแบบกองกำลังติดอาวุธแบบคนส่วน้นอยถืออาวุธแล้วนำการปฏิวัติ เช่น แบบคิวบา
Z เสนอตอลดว่า universal มันมี 2 ประเภท คือ pseudo-concrete universal กับ real-concrete universal
การเมืองแบบ Fascists มันเป็นการเมืองแบบ universal แต่เป็น pseudo ที่ไม่ได้สร้าง crack หรือ rupture กับ Order แต่เกิดขึ้นเพื่อปกป้อง Order เดิมคือ ระบบทุนนิยม ไว้ภายใต้การสร้าง pseudo enemy คือ Jews ขึ้นมา
ตรงนี้คือสิ่งที่ Z เรียกว่า war of two universals
criteria คือ ส่วนที่ justice and equality เป็นหลักการที่ deconstruct ไม่ได้ (ผมพูดไปแล้วหน้าแรก) — มันเป็น spirit ที่ต้องถูก presupposed เสมอ ฟห transcendental principle ที่ตัวมันเองก็ empty
ประเด็นก็คือ Z เสนอว่า มันมีการ shift ของความหมายของ principles เหล่าน้อยู่เนืองๆ การต่อสู้มันเป้นการต่อสู้บนการให้ความหมายของสิ่งเหล่านี้ — war of fantasies (ดูใน Metastases of Enjoyment)
———————————–
ประเด็น relativism ผมคิดว่า มันต้องเข้าใจคำว่า relativism ให้ชัดก่อน — Badiou, Zizek, Negri ต่อต้าน สัมพัทธ์นิยมอย่างมาก — ดู Infinite Thought ที่ B ต่อต้าน สัมพัทธ์นิยม — ดู Time for Revolution ที่ Negri ปฏิเสธสัมพัทธ์นิยม
ตรงนี้คือหัวใจของ คอนเซป singularity และ universalism
singular and universal to TIME หรือ Event ไม่ใช่ specific to SPACE — ตรงนี้คือดีเบทเรื่อง space กับ time ในงานของ บาดู และเนกริ — การ relative to SPACE มันคือ relativism ซึ่งตรงนี้ เนกริ และชิเชกต่อต้าน
1. singular หมายความว่า มันเทียบกับ different time ไม่ได้ มันมี its own Truth
2. universal หมายความว่า ทุกคนสามารถ share หรือ open to All ใน Event นั้นๆ
คอนเซปเรื่อง Time หรือ Event จึงสำคัญสำหรับนักคิดพวกนี้ (ยกเว้น Laclau) เช่นที่เนกริพูดถึง Empire ในฐานะที่เป็น current state of capitalism เป็นต้น (และชิเชกก็ต่อต้านโดยการชี้ว่า Empire ไม่สามารถมีสถานะเป็น a stage เทียบเท่า capitalism ได้ เป็นต้น)
คอนเซป singular and universal มันมารับรองให้เห็น ความต่างของ historicism กับ historicity ที่ Z พูดถึง ใน Enjoy your symptom
criteria อันหนึ่ง คือ มัน open to All ที่ข้ามพ้น dinstinction (หรือในภาษาของ Ranciere คือ distribution) ของ Existing Order รึป่าว — ถามว่า racism แบบ Nazi หรือ religious fundamentalism มันทำลายกรอบการแบ่งแยกแบบเดิมหรือไม่ — คำตอบคงชัดอยู่ในตัว
อีกอันที่ต้องคิดคือ Z พูดถึง risk ใน decision แต่ละครั้ง — ทั้งชิเชกและบาดู หรือแม้แต่ เนกริ เสนอว่ามันไม่มี guarantee ของความถูกต้อง “ก่อน” ที่ Event จะเกิดขึ้น — เพราะเราไม่สามารถรู้ “ล่วงหน้า” ถึง new Truth อันเนื่องมาจาก Truth มัน SUBJECTIVE (ดูบาดูและ Lazarus) ดังนั้น การเกิด subject กัย truth จึงเกิดพร้อมกัน (ดู Zupancic) — ซึ่งทั้งหมดคือ experiment ทั้งสิ้น — ไม่งั้นเราจะไม่สามารถเรียกได้ว่า มันคือ rupture หรือ break หรือ revolution ได้เลย
นี่คือ New ที่เกิดขึ้นจาก exisitng order แต่เราไม่สามารถ reduce the New ลงไปเป็น its cause ได้ มันเกิด autonomy ของ New เอง as singular ที่ไม่สามารถแตกมันออกมาเป็น part หรือ simplistic effect ของ the old one ได้
ประเด็นที่มากกว่านั้น คือ spirit of imagination ที่เราจินตนาการได้ แต่เราคาดเดาไม่ได้ว่าสิ่งที่เกิดจะต่างหรือเหมือนกับที่จินตนาการ — นี่คือ excess ที่ incalculable ของ New ซึ่งแม้แต่ตัวเราก็คาดไม่ถึง แต่เราต้องมี fidelity กับมัน
ฝ้าย พูดว่า,
กรกฎาคม 1, 2008 ที่ 3:48 pm
พี่เก่ง ช่วยอธิบายเรื่อง Human Right ทำลายการแบ่งแยกและความเป็นการเมืองให้ฟังหน่อย
ทำลายการแบ่งเยกแล้วแย่/ดียังไง
แล้วทำไมเค้าเคลื่อนไหวเรื่อง Human Rightกันปาวๆ
การเคลื่อนไหวแบบนี้มันส่งผลยังไงต่อไป
มาตอบหน่อยจะเป็นพระคุณมาก
แต๊งหลายๆ
ฝ้าย
เจน พูดว่า,
สิงหาคม 11, 2008 ที่ 2:24 pm
เฮีย
เถียงกะใครเหรอ
โคตะระยากส์เลยอ่ะ
เด๋วจะพยายามมาอ่านอีกรอบ