ว่าด้วย สถานะของพ่อและกฎของพ่อ
-
“การตอกย้ำสถานะใดสถานะหนึ่งทางศาสนาของผู้ปกครอง
จึงเป็นเรื่องที่จะให้ความมั่นคงกับลูกๆ ที่มักจะทำตัวเป็น ‘คนขาดพ่อ’ (ประหนึ่งเด็กกำพร้า)
ด้วยสถานะที่ไม่มั่นคงจึงต้องเรียกหาพ่ออยู่ตลอดเวลา
การร้องเรียกดังกล่าวจึงทำให้สถานะของการเป็นลูกที่ไม่รู้จักโตคือสถานะที่ถาวร”
ธเนศ วงศ์ยานนาวา[1]
ในทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud นั้น ข้อห้าม (taboo) แรกสุดที่เด็กถูกห้ามก็คือ ห้ามร่วมเพศกับแม่หรือพ่อผู้ให้กำเนิด (incest) นั้น เกิดขึ้นพร้อมๆกับการเข้าสู่โลกของระเบียบสัญลักษณ์ (symbolic order) ของเด็กทารก ทารกจะถูกสอนให้รู้ว่า ความปรารถนาทางเพศต่อแม่ของตนเองเป็นสิ่งผิดปกติ และการเคารพเชื่อฟังพ่อเป็นเรื่องที่จะทำให้เขาอยู่ในสังคมได้ การพร่ำสอนถึงความผิดปกติของการร่วมเพศกับมารดาของตนเองนั้นได้ปรากฏอยู่ทั่วไปในตำนานพื้นบ้านในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก เช่น ตำนานของกษัตริย์โอดิปุส (Oedipus) ผู้ฆ่าพ่อของตนเองและเอาแม่เป็นเมีย หรือตำนานของพระยากง พระยาพาน ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน เป็นต้น
“แม่” ในความคิดของ Freud มีสถานะเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์ แต่มนุษย์ถูกพรากจากแม่จนไม่มีวันกลับไปหาได้อีกต่อไป ส่วน “พ่อ” นั้น เป็นสถานะของกฎระเบียบ (Law of the Father) ไม่ว่าจะเป็นภาษา สัญลักษณ์ หรือแม้แต่ระเบียบทางการสังคมเมือง ที่สร้าง “ข้อห้าม” ซึ่งกีดกันความปรารถนาดั้งเดิมของมนุษย์ที่มีต่อร่างกายของแม่ มาสู่สภาวะของความเป็นมนุษย์ผู้อยู่ในระบบระเบียบของภาษา สัญลักษณ์ และศีลธรรม การกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของโลกของระเบียบสัญลักษณ์ ด้านหนึ่งมันกลายเป็นคุกที่กักขังมนุษย์เอาไว้ไม่ให้กลับไปสู่สภาพดั้งเดิม แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็ทำให้มนุษย์สามารถหาความบันเทิงใจ (enjoyment) (และในหลายๆครั้งก็ทำให้อุ่นใจเมื่อเผชิญกับสภาพที่หาคำตอบไม่ได้) ภายในโลกของระเบียบสัญลักษณ์ได้[2]
การที่พ่อและกฎของพ่อเป็นผู้พรากเด็กจากสภาพที่มีอิสรเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ทำให้สถานะพ่อและกฎของพ่อเป็นเรื่องของการใช้ความรุนแรงและการควบคุม (ในสายตาของเด็ก) พ่อจึงมีสถานะเป็นทั้งผู้ควบคุม ผู้มีทั้งพระเดชและพระคุณ และก็เป็นปฏิปักษ์กับลูกในเวลาเดียวกัน สถานะของพ่อจึงต้องถูกยกระดับให้มีความศักดิ์สิทธิ์และชอบธรรมในการปกครองลูก
การที่จะทำให้พ่อและกฎของพ่อกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีความชอบธรรมได้นั้น มันจึงจำเป็นต้องมีสิ่งที่ Jacques Lacan เรียกว่า Primordial Fantasy[3] หรือนิยายชวนฝันเกี่ยวกับกำเนิดของพ่อ (ในอีกด้านก็คือ กำเนิดของตัวเราเองในโลกของระเบียบสัญลักษณ์) ความปรารถนาใคร่รู้กำเนิดของตัวเองนี้เป็นความปรารถนาขั้นพื้นฐานที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์อันจะเป็นไปเพื่อยืนยันการดำรงอยู่ของตัวมนุษย์เอง และในด้านหนึ่งที่สำคัญก็เป็นเครื่องช่วยบอกที่มาและที่ไป ไม่ว่าจะในโลกหน้าหรือโลกนี้ให้แก่มนุษย์ผู้ซึ่งขาดความมั่นใจหลังจากที่ถูกพรากจากอกแม่ด้วย[4] ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุที่กำเนิดที่แท้จริงของกฎของพ่อและของตัวมนุษย์เองเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเกินไปจนไม่สามารถผนวกเข้ามาได้ในระเบียบสัญลักษณ์หรือกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมได้ การเล่าเรื่องเกี่ยวกับพ่อเสียใหม่ในแบบแฟนตาซีจึงเป็นทางออกเดียวที่เราจะพูดถึงกำเนิดของตัวเราได้แบบอบอุ่นใจ
เช่นเดียวกัน การเกิดขึ้นของระเบียบของสังคมและการเมืองก็คือการดึงมนุษย์ออกจากสภาวธรรมชาติ (state of nature) ในแบบที่ Thomas Hobbes พูดถึงใน Leviathan ผ่านการสร้าง กฎระเบียบและรัฐที่อำนาจสูงสุดอยู่ในมือขององค์อธิปัตย์ (sovereignty) อาจกล่าวได้ว่า ระเบียบทางสังคมการเมืองทุกประเภทนั้นล้วนกำเนิดมาจากพ่อและกฎของพ่อทั้งสิ้น การพูดถึงระเบียบทางสังคมและการเมืองในลักษณะที่เป็นกลางและปราศจากการกดบังคับและการกีดกันจึงเป็นเพียงมายาคติหรือนิยายชวนฝันเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น กำเนิดที่แท้จริงของพ่อและตัวตนของพ่อจึงมักจะเป็น “สิ่งที่ถูกห้าม” ไม่ให้พูดถึงหรือตั้งคำถามในลักษณะที่ “นอกเหนือ” ไปจากเรื่องเล่าชวนฝันที่ได้บรรจงสร้างขึ้นมาพร้อมๆกับการกลายมาเป็นรัฐาธิปัตย์ของพ่อ ด้วยสถานะของพ่อและกฎของพ่อที่อยู่ “เหนือ” การเมืองและกติกาทางการเมือง สถานะของพ่อหรือกฎของพ่อจึงไม่จำเป็นบรรจุเอาไว้ในกฎหมาย เช่น รัฐธรรมนูญ แต่สถานะของพ่อเป็นสิ่งที่รู้กัน หรือที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่าเป็น รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ที่ทุกคนยอมรับและรับรู้กัน โดยที่ไม่ต้องเขียนหรือพูดออกมามากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น เสียง (voice) ของพ่อก็ต้องเป็นเสียงศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็ไม่ใช่ภาษาทั่วไปที่คนธรรมดาจะเข้าใจ เช่น ในชนเผ่า Mosi ที่ผู้นำของเผ่าจะพูดคนละภาษากับคนอื่นๆในเผ่า คำพูดหรือสรรพเสียงของผู้นำจะต้องถูกนำมาแปลความหมายและตีความอีกทีจากผู้รู้ของเผ่าเพื่อให้คนธรรมดาๆสามารถเข้าใจความหมายที่ผู้นำต้องการสื่อสารได้ การที่ผู้นำหรือองค์อธิปัตย์พูดในอีกภาษาหนึ่งหรือการเปล่งเสียงที่ปราศจากความหมาย (pure voice without signification) นั้น ยิ่งทำให้องค์อธิปัตย์มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น คำพูดขององค์อธิปัตย์จะกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องตีความและทำความเข้าใจ หรือในบางครั้งก็บ่งบอกถึงการเชื่อมโยงกับเทพเจ้า ที่ไม่ใช้ภาษาของมนุษย์[5] การที่พ่อมีคุณสมบัติที่พิเศษและ “เหนือ” จากคนทั่วไป พ่อและกฎของพ่อจึงนำมาทั้งความน่ากลัวและความอุ่นใจในเวลาเดียวกัน
อำนาจของพ่อจึงเป็นทั้งพระเดชและพระคุณ ที่ต้องดูเคร่งขรึม ศักดิ์สิทธิ์ เต็มเปี่ยมด้วยศีลธรรม สูงส่ง และเมตตาไปพร้อมๆกัน ในสภาพที่ระเบียบทางสังคมและการเมืองที่พ่อเป็นใหญ่ถูกสั่นคลอนไม่ว่าจากอะไรก็ตาม การเรียกร้องหาพ่อและการปกป้องคุ้มครองจากพ่อก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ดังเช่น การเรียกร้องหาแต่พ่อของคนกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปลายปี 2548
หากกล่าวในภาษาของ Carl Schmitt สถานะทางการเมืองของพ่อนั้นก็คือ “ผู้ที่ตัดสินใจในสภาวะยกเว้น” หรือ ในภาษาของ Walter Benjamin ก็คือ การใช้ “ความรุนแรงอันศักดิ์สิทธิ์” (divine violence) ซึ่งเป็นอำนาจในการตัดสินใจสร้างระเบียบพื้นฐานของการเมือง พ่อในฐานะผู้สร้าง (หรืองดเว้น/ระงับ/ทำลาย) ระเบียบการเมืองจึงมีสถานที่อยู่ “เหนือ” หรือ “นอก” จากตัวกฎระเบียบหรือกฎหมาย ไม่ใช่สภาวะที่อยู่ภายใต้กฎหมายหรือแม้แต่รัฐธรรมนูญอย่างที่เข้าใจกัน พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ การที่พ่ออยู่ “เหนือและนอก” ตัวบทกฎหมาย (letter) พ่อจึงสามารถฉีก/ทำลาย/แทรกแซง/ระงับระเบียบเดิม และสร้างระเบียบใหม่ๆได้เสมอ ไม่ว่าจะผ่านการทำรัฐประหาร หรือ การประกาศกฎอัยการศึก ก็ตาม[6]
การเข้ามาของพ่อในสภาวะวิกฤต เช่น รัฐประหาร นั้น ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนที่สร้างระเบียบใหม่อย่างแท้จริง แต่การแทรกแซงของพ่อนั้นเป็นไปเพื่อรักษาระเบียบและรากฐานของระเบียบที่พ่อยังเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดอยู่เช่นเดิม การเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนหรือที่เรียกว่า “การปฏิวัติ” ที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเพื่อสร้างระเบียบใหม่และซับเจคใหม่ทั้งหมดนั้นต้องเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของมวลชนจากข้างล่างเท่านั้น
นั่นก็หมายความว่า เหล่าลูกๆจะต้องปฏิเสธสถานะของความเป็นลูกของตนเอง โดยต้องยอมรับการไม่มีอยู่จริงของกฎของพ่อ เพื่อที่ในท้ายที่สุดเหล่าลูกๆที่กลายเป็นอิสระจะกระทำปิตุฆาต เฉกเช่นเดียวกับกษัตริย์โอดิปุสในตำนาน
--------------------------------------------------------------------------------
[1] “บทบรรณาธิการ,” รัฐศาสตร์สาร, ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2550)
[2] ดูการอธิบายว่า ทำไมเด็กถึงต้องแสวงหาความบันเทิงใจด้วยการเข้าไปอยู่ภายใต้กฎของพ่อใน Slavoj Zizek, “Re-visioning ‘Lacanian’ Social Criticism: the Law and Its Obscene Double,” in Interrogating the Real (London and New York: Continuum, 2006), p. 262-82.
[3] แม้จนกระทั่งในปัจจุบัน เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “กำเนิด” ของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะกำเนิดของมนุษย์นั้นก็ยังคงเป็นเรื่องชวนฝันให้ผู้คนติดตาม ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์เช่น ชีววิทยา ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ และศาสนา ที่ต่างก็พยายามหาคำตอบและอธิบายการกำเนิดของโลกและมนุษย์ด้วยกันทั้งนั้น ดู Slavoj Zizek, “Re-visioning ‘Lacanian’ Social Criticism: the Law and Its Obscene Double,” in Interrogating the Real (London and New York: Continuum, 2006), p. 280.
[4] ดูการอภิปรายถึงความปรารถนา “ความต่อเนื่อง” (continuity) ของมนุษย์ได้ใน Georges Bataille, “Introduction,” Erotocism (Harmondsworth: Penguin Books, 2001), p. 11-25.
[5] ดู Mladen Dolar, A Voice and Nothing More (Cambridge: MIT Press, 2006), p. 114.
[6] ดูการอภิปรายประเด็นเหล่านี้ในภาษาไทยได้ใน เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, “ความคิดทางการเมืองของ Giorgio Agamben: ว่าด้วย ชีวิตที่เปลือยเปล่า องค์อธิปัตย์ในสภาวะสมัยใหม่ และการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด,” รัฐศาสตร์สาร, ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2550), น. 91-124
ฝ้าย พูดว่า,
กรกฎาคม 1, 2008 ที่ 3:35 pm
อ้าว พึ่งรู้ว่าพี่เก่งเขียนบล็อกอยู่ที่นี่ เชยจัง ไม่เคยมาอ่านเลย
น่าสนุกดี