สันติวิธี/สันติภาพ vs ความรุนแรง/สงคราม
“รัฐประหารนี้เป็นสันติวิธี เพราะไม่มีผู้ใดบาดเจ็บล้มตาย”
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์[1]
การพูดถึงความสูงส่ง/ความเป็นกลาง/ความท้าทายไม่ได้/ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเป็นเพียง “มายาคติ” หรือนิยายชวนฝันเท่านั้น เพราะกฎหมายเองไม่ได้วางอยู่บนฐานอะไร นอกจากความขาด หรือ รู ซึ่งเป็นข้อห้ามขั้นพื้นฐาน หรือ primordial Ground บางประการ เช่น เจ้าผู้ปกครอง หรือที่ใหญ่กว่านั้นคือ ระบบทุนนิยม ซึ่งอยู่ “นอก” “เหนือ” และ “มาก่อน” ตัวบทกฎหมาย แต่กลับไม่ถูกพูดถึง/ท้าทาย/รวมเข้าไว้ในกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งนั่นก็คือ อำนาจขององค์อธิปัตย์ ไม่ว่า องค์อธิปัตย์จะเป็นสถาบันกษัตริย์หรือประธานาธิบดี หรือแม้แต่ยุคสมัย (epoch) ที่อำนาจนั้นๆดำรงอยู่ เช่น ยุคทุนนิยม ที่กฎหมายทั้งหมดต้องไม่ท้าทายต่อกฎขั้นพื้นฐานที่สุดของยุคทุนนิยม นั่นก็คือ การถือครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (private property) ซึ่งเป็น the very primordial Ground หรือข้อห้ามขั้นพื้นฐานซึ่งให้กำเนิดกฎหมายและระเบียบของสังคมทั้งหมดที่ดำรงอยู่ในยุคสมัยหนึ่งๆ หลักการว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพใดๆก็ตามที่ถูกรับรองโดยกฎหมายจึงต้องไม่ละเมิดข้อห้ามขั้นพื้นฐานหรืออยู่นอกเหนือ primordial Ground เหล่านี้
อย่างที่กล่าวไปแล้ว ระเบียบของรัฐหรือระเบียบของสังคมการเมืองใดๆทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐแบบใดก็ตามล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจาก สงคราม (war) และความรุนแรง (violence) ทั้งสิ้น[2] แต่ภายใต้รัฐสมัยใหม่ ความรุนแรง และสงครามกลับเป็นสิ่งที่ถูกห้าม และถูกทำให้ขัดกับหลักนิติรัฐ รวมไปถึงขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับระเบียบการปกครองที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” คนธรรมดาๆหรือประชาชนของรัฐไม่สามารถที่จะประกาศสงครามหรือจับอาวุธมาสู้กับรัฐหรือฆ่ากันเองตามใจชอบได้
นี่คือที่มาของรัฐสมัยใหม่ตามความคิดของ Hobbes สงครามกลางเมืองเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายรัฐและความมั่นคงของรัฐ อันเนื่องมาจากสงครามสะท้อนถึงความไร้ระเบียบ หรือ วิกฤตที่คนในสังคมไม่ยอมรับระเบียบหรือพยายามละเมิด (transgression) ต่อข้อห้ามขั้นพื้นฐานที่ดำรงอยู่ และยิ่งไปกว่านั้น บ่อยครั้งที่สงครามกลางเมืองมักจะนำไปสู่การปฏิวัติ (revolution) ที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ซึ่งทำลายล้าง primordial Ground หรือ ข้อห้ามขั้นพื้นฐานของระเบียบทางการเมืองทั้งหมด ดังนั้นการจะรักษาระเบียบการปกครองของรัฐไว้ได้อย่างมั่นคง อำนาจในการประกาศใช้ความรุนแรงและสงครามจึงจำเป็นต้องถูกสงวนไว้สำหรับรัฐและองค์อธิปัตย์เท่านั้น ไม่ใช่คนทั่วๆไป
การผูกขาดการประกาศสงครามและการใช้ความรุนแรง (monopoly of violence) เป็นหัวใจของรัฐสมัยใหม่[3] การผูกขาดดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในการปกครองให้แก่รัฐ ดังที่ Poulantzas[4] ชี้ว่า ในความขัดแย้งและการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนายทุน กับ ชนชั้นกรรมาชีพในระบบทุนนิยมจะต้องถูกแก้ไขและระงับไม่ให้สามารถเกิดขึ้นได้ตามใจชอบหรืออย่างไม่สามารถควบคุมได้ หากแต่ต้องได้รับการตัดสินใจและกำหนดกรอบจากรัฐและกฎหมายของรัฐที่ถูกทำให้เชื่อว่ามี “ความเป็นกลาง” (neutrality) และปราศจากอคติทางชนชั้น
นอกจากที่การผูกขาดการใช้ความรุนแรงไว้ที่รัฐจะเป็นการให้อำนาจแก่รัฐทุนนิยมในการใช้ความรุนแรงเพื่อปราบปรามชนชั้นกรรมาชีพแล้ว โดยสรุปแล้ว การผูกขาดฯเป็นเครื่องรับรองว่า ความขัดแย้งทุกประเภทที่เกิดขึ้นภายในรัฐประชาชาติจะไม่นำไปสู่สงครามกลางเมืองหรือการปฏิวัติซึ่งล้มทำลายระเบียบหรือกฎของพ่อซึ่งเป็นระเบียบเดิมที่ปกครองอยู่ได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐจะจำกัดการใช้ความรุนแรงไว้กับรัฐและกลไกรัฐ แต่ความรุนแรงและสงครามในศตวรรษที่ 20 กลับมิได้ลดน้อยลงภายใต้กรอบของรัฐประชาชาติอย่างที่คาดหวัง หากแต่สงครามและความรุนแรงกลับเพิ่มสูงขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง สงครามเวียดนาม สงครามอิรัก สงครามต่อต้านการก่อการร้าย สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการใช้ความรุนแรงของรัฐประชาชาติที่ทำต่อพลเมืองของตนเอง
ภายใต้รัฐประชาชาติและระบบทุนนิยม สงครามและความรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน[5]กลับถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่ “อปกติ” ที่คนธรรมดาๆไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้ตัดสินใจกระทำ (active) แต่สงครามและการใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องของรัฐและผู้นำเท่านั้นที่จะตัดสินใจ ยิ่งเทคโนโลยีในการทำสงครามถูกพัฒนามากไปเท่าไร ประชาชนยิ่งกลายมาเป็นแค่ผู้เฝ้ามอง (spectacle) อย่างเงียบๆ[6] หรืออย่างดีที่สุดก็เป็นผู้ถูกกระทำ/เหยื่อ (passive/victims) ที่รัฐเป็นผู้ควบคุมตัดสินและกำหนดความเป็นความตายให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
นั่นหมายความว่า ในขณะที่รัฐผูกขาดการประกาศสงครามในรูปแบบและขนาดต่างๆ การทำสงครามระหว่าง “ประชาชน” กับ รัฐ หรือที่เรียกว่า สงครามทางชนชั้น (class war) ซึ่งเกิดขึ้นภายในรัฐประชาชาติหนึ่งๆกลับมีสถานะเป็นสิ่งที่ถูกห้ามและไม่มีความชอบธรรม มิพักจะต้องพูดถึงการพาดพิงในทางลบ/หมิ่น/วิพากษ์วิจารณ์องค์อธิปัตย์ของรัฐหนึ่งๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะพิจารณาจากกฎหมายลายลักษณ์อักษรหรือจากรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของสังคมหนึ่งๆก็ตามที
ดังนั้น ภายใต้ระเบียบของรัฐสมัยใหม่ที่เน้นความสงบภายใน ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะชนชั้นล่างจะต้องไม่ถืออาวุธหรือถ้าจะมีก็ต้องเป็นอาวุธที่ไม่เพียงพอให้เกิดการท้าทาย/ทำลายระเบียบขั้นพื้นฐานของสังคมการเมืองที่ดำรงอยู่ได้ การถืออาวุธหรือความรุนแรงจึงเป็นสิ่งที่ถูกผูกขาดไว้ในมือของคนส่วนน้อยเท่านั้น คือ กลไกของรัฐหรือกลุ่มคนที่จงรักภักดีต่ออำนาจรัฐ[7] ไม่ว่าจะเป็น คุก ศาล ทหาร และตำรวจ ที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลระเบียบของสังคม
นี่คือเหตุผลที่ Lenin กล่าวไว้ในหนังสือ รัฐกับการปฏิวัติ ว่า ภารกิจแรกๆภายหลังการปฏิวัติก็คือ การปลดอาวุธจากคนส่วนน้อย นั่นก็คือทหารและตำรวจ โดยจะต้องเร่งรีบแจกอาวุธให้กับคนทุกคนถืออาวุธ ซึ่งจะยังผลให้เกิดการทำลายการผูกขาดการใช้ความรุนแรงโดยคนส่วนน้อยและรัฐโดยทันที และนี่คือ บทเรียนของคอมมูนปารีสที่การไม่ยอมยึดอำนาจรัฐและทำลายกลไกรัฐของกรรมกรปารีสได้นำไปสู่หายนะและความพ่ายแพ้ในที่สุด[8]
ถ้าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นจากทุกกลุ่มทุกชนชั้นในสังคมแล้ว จุดยืนที่มีต่อความรุนแรงจะเป็นจุดยืนเชิงสัมพัทธ์ หากมองจากมุมมองของรัฐหรือองค์อธิปัตย์ที่ดำรงอยู่ (the existing order) การใช้ความรุนแรงเพื่อล้มระเบียบเดิมและสร้างระเบียบใหม่ก็มิใข่อะไรอื่น นอกเสียจากจะเป็นอาชญากรรม (crime) หรือ การก่อการร้าย (terrorism) แต่เมื่อใดที่ระเบียบเก่าถูกล้มทำลายไป และระเบียบใหม่ถูกสถาปนาในฐานะระเบียบหลักของสังคมแล้ว ความรุนแรงซึ่งให้กำเนิดระเบียบใหม่เหล่านั้นจะกลายมาเป็นความรุนแรงอันศักดิ์สิทธิ์ (divine violence) ที่ถูกเข้าใจในฐานะที่เป็นความรุนแรงหรืออำนาจที่ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ไปสู่เสรีภาพโดยทันที[9]
ในแง่นี้การโต้แย้งกับแนวคิดสันติวิธีที่ต่อต้านความรุนแรงและสงครามทุกรูปแบบเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม สำหรับปัญญาชนสันติวิธี ปัญหาหลักของความขัดแย้งทางการเมือง คือ การที่สังคมการเมืองขาด ความอดทนอดกลั้น (tolerance) ต่อความแตกต่างหลากหลาย (difference) ซึ่งต้องแก้ไขโดยการสร้างไว้วางใจและการเคารพต่อความแตกต่างหลากหลายขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา
แต่สำหรับปัญญาชนฝ่ายซ้ายอย่าง Zizek การหมกมุ่นกับความอดกลั้นและความไม่อดกลั้นต่อความหลากหลายในตัวมันเองเป็นการเบี่ยงเบนและกลบเกลื่อนประเด็นหลักของระบบการเมืองและเศรษฐกิจในปัจจุบัน นั่นคือ ความไม่เท่าเทียม และการกดขี่ขูดรีด[10] ซึ่งเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันภายใต้ระบบทุนนิยม หรือที่เรียกว่า ความรุนแรงเชิงระบบ (systemic violence) [11] เช่น ความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยม และ/หรือการปกครองแบบป่าเถื่อนขององค์อธิปัตย์
ยิ่งไปกว่านั้น ทรรศนะแบบสันติวิธีและแนวคิดพหุวัฒนธรรมที่แพร่หลายในหมู่นักเคลื่อนไหวทางสังคมหรือพวกฝ่ายซ้ายเองกลับไม่ได้เป็นทางเลือกที่มีต่อฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่กลับตอกย้ำความเชื่อของพวกอนุรักษ์นิยมเองเกี่ยวกับ การปะทะกันของอารยะธรรมต่างๆ (the clash of civilizations) ที่เสนอโดย Samuel P. Huntington และความคิดเรื่องความสามัคคีและความไว้วางใจกันในสังคม ซึ่งเป็นข้อเสนอหลักของพวกอนุรักษ์นิยมเอง[12]
การเมืองแบบพหุวัฒนธรรมได้ทำราวกับว่า การปะทะกันของอารยะธรรมต่างๆมีสถานะที่เป็นความจริงทางประวัติศาสตร์ที่ต้องการการแก้ไขด่วนจากการเมืองที่เน้นการสร้างความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลายในทุกๆมิติ แต่แนวคิดสันติวิธีและแนวคิดพหุวัฒนธรรมกลับมิได้พูดถึงหรือให้ความสำคัญกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากระบบหรือเกิดขึ้นจากอำนาจองค์อธิปัตย์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดที่แท้จริงของความรุนแรงและความเลวร้ายทั้งปวง
นอกจากนี้ ข้อเสนอเกี่ยวกับความจำเป็นของความรุนแรงและสงครามในฐานะที่เป็นกำเนิด การคงรักษา และการเปลี่ยนแปลงระเบียบทางการเมืองทั้งปวง ไม่ว่าจะกระทำโดยชนชั้นปกครองเดิม เช่น การรัฐประหาร หรือที่กระทำโดยมวลชนคนส่วนใหญ่ เช่น การปฏิวัติ ช่วยให้เราทำความเข้าใจได้ว่า ทำไมการเมืองแบบสันติวิธีและพวกรักสันติภาพ (Pacifisms) จึงเป็นการหลอกตัวเองหรือพูดถึงในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยในขณะที่นักสันติวิธีเหล่านี้บอกว่าตนเองต่อต้านความรุนแรง พวกเขามิได้ต่อต้านความรุนแรงที่รัฐหรือระบบทุนนิยมกระทำต่อประชาชน แต่พวกเขามักจะต่อต้านความรุนแรงที่ประชาชนใช้ต่อสู้กับรัฐมากกว่า ซึ่งเราจะเห็นมุมมองเช่นนี้ได้ทั่วไปในการเมืองปัจจุบัน เช่น การประณามชาวปาเลสไตน์ที่จับอาวุธสู้กับรัฐบาลอิสราเอล หรือกรณีของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของปัญญาชนเสรีนิยมผู้รักสันติภาพทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับปัญญาชนเสรีนิยมจำนวนมากที่รังเกียจความรุนแรง รัฐประหารกลับเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นเรื่องของการสร้างสันติภาพในสังคม
ในแง่นี้ ถ้าพูดในภาษาของ Karl Marx การเมืองแบบสันติวิธีและการเมืองแบบพหุวัฒนธรรมที่ปฏิเสธความรุนแรงและสงครามซึ่งเป็นความคิดที่แพร่หลายในหมู่ปัญญาชนสาธารณะจำนวนมากจึงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากจะเป็นยาฝิ่นหรือที่ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวว่า เป็นเรื่องของ
““การ “มอมเมา” หรือ “หลอกคน” อยู่ในตัว ในเชิง “ละเว้นไม่ยอมพูดบางเรื่องอย่างถึงราก” (radical exception) เพราะแท้จริงแล้วคุณไม่กล้าที่จะ “พูดสันติวิธี” กับบางพวกที่ใช้ความรุนแรงทีสำคัญจริงๆ[เน้นตัวเข้มตามต้นฉบับ-ผู้เขียน]”[13]
ซึ่งในที่สุดนำไปสู่การทำให้ชนชั้นล่างไม่ต่อสู้กับระบบหรืออำนาจอธิปัตย์ที่ดำรงอยู่และกดขี่ขูดรีดคนส่วนใหญ่อยู่จริงต่อหน้าต่อตา นั่นก็หมายความว่า การเมืองที่เรียกตัวเองว่า “กระแสรอง” เหล่านี้จะไม่มีทางไปไกลกว่าการยอมรับ primordial Ground ที่ดำรงอยู่ไม่ว่าจะเป็นการดำรงอยู่ของอำนาจของพ่อ/องค์อธิปัตย์ และการดำรงอยู่ของความสัมพันธ์ทาง(สังคมของ)การผลิตของยุคสมัย ซึ่งเป็นตัวปัญหาที่แท้จริงของโลกปัจจุบัน
[1] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, “อริสโตเติลกับรัฐประหาร ’19 กันยา’,”รัฐประหาร 19 กันยา (กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, 2550), น. 157.
[2] ดู Michel Foucault, Society Must Be Defended, tr. David Macey (London: Allen Lane The Penguin Press, 2003)
[3] ดูการอภิปรายประเด็นเหล่านี้ใน ธเนศ วงศ์ยานนาวา, ความลักลั่นของสภาวะสมัยใหม่: สงครามในการควบคุมรัฐและรัฐในการควบคุมสงคราม, เอกสารประกอบคำบรรยายสำหรับนิสิตปริญญาตรี วิชารัฐและสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 และปรับปรุงเพิ่มเติมสำหรับการบรรยายในวันที่ 6 กันยายน 2545.
[4] Nicos Poulantzas, State, Power, Socialism, p. 82.
[5] ผู้เขียนนึกถึงกรณีของ โชติศักดิ์ อ่อนสูง ซึ่งโดนทำร้ายร่างกายในโรงภาพยนตร์ด้วยข้อหาไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญ
[6] ดูการอภิปรายประเด็นเหล่านี้ใน Paul Virilio, War and Cinema: The Logistics of Perception (London and New York: Verso, 1989) และดูมโนทัศน์ spectacle ได้ใน Guy Debord, Society of the Spectacle (Detroit: Black & Red, 2005)
[7] ในกรณี 3 จังหวัดภาคใต้ รัฐไทยแจกอาวุธให้กับคนพุทธใช้ในการต่อสู้ป้องกันตัว การผูกขาดการถืออาวุธจึงไม่ใช่จำกัดอยู่ที่กลไกที่เป็นทางการของรัฐเท่านั้น แต่กลุ่มคนที่รัฐต้องการใช้เป็นตัวแทนรัฐ เช่น กรณีลูกเสือชาวบ้านในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือแม้แต่เจ้าพ่อท้องถิ่นก็สามารถถืออาวุธหรือใช้ความรุนแรงได้
[8] วี ไอ เลนิน, รัฐกับการปฏิวัติ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นกฮูก, ไม่ปรากฏปีพิมพ์)
[9] Jodi Dean, Zizek’s Politics (New York and London: Routledge, 2006), p. 139.
[10] Slavoj Zizek, Violence: Six Sideways Reflections (New York: Picardo, 2008), p. 140.
[11] ดู Slavoj Zizek, Violence: Six Sideways Reflections (New York: Picardo, 2008),
[12] ชนชั้นปกครองไทยนิยมพูดเรื่อง “ความสามัคคี” รวมไปถึงปัญญาชนเสรีนิยมอย่าง ประเวศ วะสี และ ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ เป็นต้น ซึ่งอ้างว่าตนเองเป็นนักสันติวิธีและนักประชาธิปไตยตัวยง แต่คนเหล่านี้ให้การสนับสนุนการทำรัฐประหาร พร้อมๆกับอ้างว่า รัฐประหารจะนำมาซึ่งสันติภาพ ความสามัคคี และความไว้วางใจของคนในสังคม ชัยวัฒน์ เองก็นิยมอ้างงานของปัญญาชนอนุรักษ์นิยมอย่าง Francis Fukuyama ชี้ให้เห็นความสำคัญของ “ความไว้วางใจ” (trust) ใน Francis Fukuyama, Trust: The Social Virtues and the Creation of Prosperity (New York: Free Press, 1995)
[13] http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/10-20-ngo-concepts-concepts-sexual.html (เข้าดูวันที่ 7 สิงหาคม 2551)