“Democracy” as the Greatest Fantasy of the Highest Stage of Capitalism

สิงหาคม 11, 2008 at 6:47 am (Uncategorized)

บทเรียนที่เราได้ในที่นี้ … คือ การแยกมิตร/ศัตรูไม่ใช่แค่ภาพตัวแทนของความแตกต่างที่ปรากฏในความจริงเฉพาะหน้า: โดยนิยามแล้ว ศัตรูมักจะไม่ปรากฏตัวให้เห็น;

เขาดูคล้ายกับพวกเรา; ไม่สามารถถูกรับรู้ได้แบบตรงไปตรงมา

นี่คือสาเหตุที่ว่า ทำไมปัญหาใหญ่และภารกิจของการต่อสู้ทางการเมืองจึงเป็นการให้

/สร้างภาพของศัตรูที่เราจะสามารถรับรู้ได้

 

                                                                                     Slavoj Zizek[1]

 

ในโลกปัจจุบัน ประชาธิปไตย ได้กลายมาเป็นสัญญะอ้างอิง (Master-signifier) ของสรรพสิ่ง[2] ไม่ว่าจะเป็นการทำสงครามต่อต้าน การก่อการร้าย ในตะวันออกกลางโดยประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา หรือการทำรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็ล้วนแล้วแต่อ้างอิงความชอบธรรมกับ ประชาธิปไตย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในแง่นี้ สัญญะ ประชาธิปไตยจึงไม่ได้มีความหมายอะไรในตัวเอง นอกเสียจากจะเป็นสัญญะที่ว่างเปล่า (empty signifier) ที่ไม่ว่าฝ่ายไหนก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของเพื่อใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำทางการเมืองของตนเองได้ ประชาธิปไตย จึงกลายมาเป็นสิ่งที่ท้าทายไม่ได้ หากใครเสนอว่า ไม่เห็นด้วยกับการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ก็คงจะดูเป็นพวกป่าเถื่อนหรือล้าหลังหรือเป็นอาชญากรไป

การทำให้ ประชาธิปไตย กลายมาเป็นสิ่งที่ท้าทายไม่ได้และเป็นสิ่งที่ถูกในตัวเองเสมอนั้นได้กลายมาเป็น มายาคติสำคัญของฝ่ายซ้ายและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในปัจจุบันก็คือ การไม่ตั้งคำถามกับกรอบพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตย แต่ยอมรับสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ถูกโดยตัวมันเอง ดังที่กล่าวไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระเบียบทางการเมืองจะถูกเรียกว่าอะไรก็ตาม แม้แต่ ประชาธิปไตย ล้วนวางอยู่บนฐานของ ข้อห้ามขั้นพื้นฐาน (primordial prohibition) บางอย่างเสมอ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด แม้เราจะบอกว่า ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่เคารพเสรีภาพและความเท่าเทียม แต่การตั้งคำถามถึงสถาบันทางสังคมบางอย่าง เช่น สถาบันกษัตริย์ หรือการมีเป้าหมายทางการเมืองเพื่อล้มรัฐธรรมนูญและสร้างโลกสังคมนิยมยังคงเป็น ข้อห้ามขั้นพื้นฐาน อยู่ สิ่งต้องห้าม จึงเป็นที่มาและรากฐานของกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งที่ตั้งคำถามไม่ได้/ท้าทายไม่ได้/พูดถึงมันอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้

ในกรณีของประเทศไทย ภายหลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย การเรียกร้องต่อสู้เพื่อ เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และผิดปกติอย่างสิ้นเชิง สัญญะ เผด็จการ กลายมาเป็นสัญญะที่มีความหมายตรงกันข้ามกับสัญญะ ประชาธิปไตย ไปโดยปริยาย เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมปี 2535 ได้ตอกย้ำจุดจบของ เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ และชัยชนะของ ประชาธิปไตย ได้เป็นอย่างดี คำขวัญว่าด้วยการต่อต้านเผด็จการในปี 2535 ที่กล่าวว่า “No more dictatorship.” กลายมาเป็นคำขวัญที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปจนถึงขบวนการขับไล่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยในปี 2548-9 สำหรับ Zizek การเมืองของฝ่ายก้าวหน้าต้องหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งต่อการตราหน้าหรือแปะป้ายว่าใครคือ เผด็จการ อย่างมักง่าย สัญญะ เผด็จการ มีสถานะเป็น การปิด ไม่ให้เราสามารถคิดถึงความเลวร้ายที่แท้จริงนั่นก็คือ ระบบทุนนิยมและเผด็จการของชนชั้นกระฎุมพีที่ปรากฏในคราบของเสรีประชาธิปไตยเองซึ่งเป็นต้นเหตุและที่มาของระบอบทหารหรือการคอร์รัปชั่นของนักการเมือง มากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์อะไรที่เป็นรูปธรรมได้จริง[3] ดังนั้น หลักการที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระบอบประธานาธิบดี หรือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างในประเทศไทยจึงเป็นเพดานทางความคิดและความเข้าใจไม่ให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เราเรียกว่า ข้อห้ามขั้นพื้นฐาน/รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม/อำนาจขององค์อธิปัตย์/พ่อ ซึ่งเป็นกำเนิดแรกสุดของกฎระเบียบและกฎเกณฑ์ทางสังคมทั้งหมดที่ดำรงอยู่ได้

ในแง่นี้ ก็หมายความว่า “’เผด็จการ ไม่ใช่สิ่งที่ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย[4] อย่างที่ปัญญาชนจำนวนมากพูดถึง หากแต่ ประชาธิปไตยก็เป็นรูปแบบหนึ่งของเผด็จการ[5] นั่นหมายความว่า เราต้องกลับไปหาคำนิยามว่าด้วย เผด็จการ ในงานของพวกมาร์กซิสต์ที่แยกระหว่าง เผด็จการของชนชั้นกระฎุมพี (dictatorship of the bourgeoisie) กับ เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ (dictatorship of the proletariat) รูปแบบการปกครองของประชาธิปไตยในปัจจุบันจึงไม่ใช่อะไรอื่นนอกเสียจากเผด็จการของชนชั้นกระฎุมพี ที่คนส่วนน้อย (ที่สามารถเป็นกระฎุมพี) เป็นผู้ปกครอง ระเบียบทางการเมืองทั้งหมดที่อ้างว่าเป็นไปเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนซึ่งเกิดขึ้นตามมาจากเผด็จการดังกล่าวนี้จึงต้องเป็นระเบียบหรือกฎเกณฑ์ที่ปกป้องค้ำจุนการปกครองของชนชั้นกระฎุมพี นั่นก็คือ การปกป้องการถือครองกรรมสิทธิ์เอกชน (private property) นั่นเอง ส่งผลให้ในขณะที่รัฐทุนนิยมสมัยใหม่พูดถึงสิทธิเสรีภาพ แต่สิทธิเสรีภาพนั้นๆล้วนวางอยู่บน ข้อห้ามขั้นพื้นฐานจำนวนมากที่เป็นไปเพื่อปกป้องเผด็จการของชนชั้นกระฎุมพีที่อยู่ภายใต้เกราะปกป้องของสัญญะ ประชาธิปไตย ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อห้ามไม่ให้ท้าทายหรือล้มล้างองค์อธิปัตย์ เช่น สถาบันกษัตริย์ หรือข้อห้ามว่าด้วยการปฏิวัติล้มประชาธิปไตยของนายทุนและการสร้างเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ

ในขณะที่ การปฏิวัติ (revolution) จากล่างสู่บนอันเกิดจากพลังของมวลชนมหาศาลเพื่อสร้างเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพได้กลายเป็นผีร้ายที่น่ารังเกียจในสายตาของโลกปัจจุบัน การรัฐประหาร (coup d’etat) ที่เป็นไปเพื่อปกป้องเผด็จการของคนส่วนน้อยที่เรียกร้องหาหรือกระทำการในนามของพ่อและกฎของพ่อกลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกชื่นชมมากกว่า ดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา การต่อสู้ทางการเมืองโดยเรียกร้องหาพ่อและการรัฐประหารจึงสะท้อนความอับจนอย่างถึงที่สุดของการเมืองของฝ่ายซ้ายในการเมืองไทย ที่เป็นไปได้อย่างมากก็แค่การหาความบันเทิงใจหรือความอบอุ่นใจภายใต้การปกป้องคุ้มครองพ่อในฐานะองค์อธิปัตย์เท่านั้น โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรที่เป็นเนื้อหาสำคัญของปัญหาความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของสังคมปัจจุบัน การเรียกหาพ่ออย่างวุ่นวายโกลาหลในรอบหลายปีที่ผ่านมาจึงไม่มีอะไรที่มากไปกว่าภารกิจของคนส่วนน้อย (ไม่ใช่คนชั้นล่างที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม) ที่ต้องการทำให้ตัวเองใช้ศักยภาพของตนเองเพื่อแสวงหาความสุขในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการหรือกระฎุมพีในระบบทุนนิยมได้อย่างเต็มที่ ข้อเรียกร้องที่เป็นไปได้มากที่สุดจึงเป็นข้อเรียกร้องที่ต้องการทำให้ระบบทุนนิยมที่ดำรงอยู่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น (humanization of capitalism) และให้ระบบทุนนิยมเป็นเรื่องของศีลธรรมมากขึ้น แต่ไม่ต้องเลือกวิธีการ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการสร้างสันติภาพและการปกป้องสิทธิมนุษยชนในอิรักด้วยการทำสงครามที่เข่นฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร

                เราจะพบว่า ศัตรู ของเรามีความซับซ้อนและคลุมเครือมากขึ้น Zizek ชี้ว่า แนวคิดทางที่สาม หรือ Third Way ที่ปรากฏตัวภายใต้เสื้อคลุมของ สังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democracy) และแนวคิดพหุวัฒนธรรม (multiculturalism) ซึ่งเชิดชูการเมืองหรือสิทธิของความแตกต่างหลากหลายต่างหากที่เป็นศัตรูที่แท้ของฝ่ายซ้าย ศัตรูที่แท้จริงของเราจึงไม่ใช่คนที่ดูคล้ายศัตรู แต่ ศัตรูคือคนที่ดูคล้ายกับพวกเรา[6] นั่นหมายความว่า ศัตรูคือคนที่พูดภาษาเดียวกับเราหรือบางทีก็บอกว่าเป็นตัวแทนของเราและสู้เพื่อเรา แต่เนื้อแท้กลับไม่ได้มีจุดยืนเดียวกับเรา ศัตรูที่แท้จริงจึงหมายถึง คนที่หน้าตาเหมือนมิตรแต่ปกป้องศัตรูของเรา ซึ่งนี่เป็นปัญหาใหญ่ของการเมืองของขบวนการฝ่ายซ้ายในปัจจุบันที่หมกมุ่นกับการเรียกร้องให้มีการเคารพความแตกต่างหลากหลาย ที่ปฏิเสธการทำความเข้าใจ/นิยามและต่อสู้เพื่อล้มล้าง องค์อธิปัตย์ และระบบทุนนิยมซึ่งอยู่เบื้องหลังความเลวร้ายและปรากฏการณ์ทางการเมืองอื่นๆทั้งหมดอีกที ดังนั้น ภารกิจสำคัญประการหนึ่งของฝ่ายซ้ายในปัจจุบันก็คือ การนิยาม ศัตรู และการ ให้/สร้างภาพของศัตรูที่เราสามารถรับรู้ได้[7]

                การเชิดชูการเมืองของความแตกต่างหลากหลาย (politics of difference) หรือ ที่เรียกกันว่า พหุวัฒนธรรมนั้นในด้านหนึ่งพยายามโต้ตอบกับระบอบเผด็จการที่รวมศูนย์ โดยชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายว่าเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่จริง และจะต้องได้รับการปกป้อง แต่ประเด็นที่ตามมาก็คือ การยกย่องความแตกต่างหลากหลายในทุกเรื่องกลับกลายมาเป็นกับดักของตัวมันเอง พูดอย่างถึงที่สุดแล้ว เราไม่ควรอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างทางชนชั้น ชนชั้นกรรมาชีพควรจะทำหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ของตนเองคือการปลดโซ่ตรวนของสังคมชนชั้นที่กดขี่พวกเขาอยู่มากกว่าที่จะอดทนอดกลั้นต่อสิ่งเหล่านี้ในฐานะที่เป็นความแตกต่างหลากหลาย นอกจากนี้ การยกย่องความแตกต่างหลากหลายภายในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเองก็เป็นปัญหา เพราะการเมืองที่เน้นความหลากหลายของข้อเรียกร้องมักจะจบลงด้วยการพูดถึงประเด็นเฉพาะย่อยๆที่ขาดภาพรวมทั้งหมด ซึ่งมักจะจบลงด้วยการที่ขบวนการต่างๆไม่มีทางสมานฉันท์หรือรวมหมู่กันได้ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรมายึดโยงกันอย่างเป็นระบบ ในที่นี้ Zizek เสนอว่า ในปัจจุบันที่สังคมหลังสมัยใหม่กำลังยกย่องเชิดชูสิทธิที่จะมีแตกต่างหลากหลาย (the rights to Difference) ในด้านต่างๆ หน้าที่ของฝ่ายซ้ายก็คือ การกลับไปหา การเมืองที่เรียกร้อง สิทธิที่จะเหมือนกัน (the rights to Sameness) มากกว่า[8]

การจะออกจากวังวนเช่นนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญ (courage) [9]  และวินัย (discipline) ของการรวมกลุ่มทางการเมืองมากกว่าที่การเมืองจะเป็นเรื่องของอะไรก็ได้ (whatever) การเมืองของความแตกต่างอย่างไม่สิ้นสุดของกลุ่มคน (multitude)[10] หรือการต่อสู้แบบที่ไม่มีเป้าหมายหรือจุดสิ้นสุด ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องเกิดขึ้นผ่านการถกเถียงหาทางออกในระดับยุทธศาสตร์และการจัดองค์กรทางการเมือง หรือที่ Sylvain Lazarus เรียกว่า วิถีการต่อสู้ทางการเมือง (modes of politics)[11] ซึ่งการเมืองฝ่ายซ้ายที่เป็นกระแสหลักในปัจจุบันคือ การเมืองของขบวนการทางสังคมรูปแบบใหม่ (New social movements) ได้ละเลยการทำความเข้าหรือถกเถียงเกี่ยวกับ วิถีทางการเมือง ไปอย่างสิ้นเชิง โดยทำเสมือนว่ามีวิถีทางการเมืองเพียงแบบเดียว ยิ่งไปกว่านั้น การเมืองของฝ่ายซ้ายต้องข้ามให้พ้นวาทกรรมว่าด้วย ประชาธิปไตย ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันด้วย ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy) ประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) และประชาธิปไตยรากหญ้า (direct democracy) ซึ่งไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงภายใต้เผด็จการชนชั้นกระฎุมพี (bourgeoisie dictatorship) ที่ชนชั้นกระฎุมพี ที่พ่อมีอำนาจสูงสุดเด็ดขาดภายใต้ความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยมเท่านั้น[12]

นอกจากนี้ ข้อเสนอที่ได้จากทฤษฎีและการเคลื่อนไหวของ NSM เป็นเพียงข้อเสนอและการวิเคราะห์เชิงเทคนิค โดยทำเสมือนว่า การต่อสู้เพื่อการปฏิวัติ ไม่มีตัวตนและไม่มีสถานะเป็น วิถีทางการเมือง แบบหนึ่งอีกต่อไป มิพักจะต้องพูดถึงความคิดและความฝันเรื่องโลกใบใหม่ที่ไม่ใช่ทุนนิยมซึ่งได้ถูกปฏิเสธและละเลยไปแต่แรก การเมืองหลังสมัยใหม่ภายใต้การนำของวิถีการเมืองแบบขบวนการเคลื่อนไหวรูปแบบใหม่ ซึ่งเน้นการปกป้องความแตกต่างหลากหลายของอัตลักษณ์ภายใต้สัญญะ ประชาธิปไตย(แบบต่างๆ) จึงเป็นเพียงป้อมปราการอันแน่นหนาที่ปกป้องคุ้มครองระบบทุนนิยมจากการปฏิวัติของมวลชนเพื่อสร้างสังคมนิยมเท่านั้น การเมืองของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นการเมืองที่ปราศจาก โครงการทางการเมือง (political project) ที่มีเป้าหมายเพื่อข้ามพ้น/ทำลายอำนาจอธิปัตย์ที่ให้กำเนิดของระเบียบการปกครองที่กดขี่ขูดรีดคนส่วนใหญ่อยู่ในปัจจุบันเช่นนี้จึงไม่ใช่อะไรที่มากไปกว่าสิ่งที่ปัญญาชนฝ่ายซ้ายอย่าง Zizek และ Alain Badiou เรียกว่า การเมืองที่ปราศจากความเป็นการเมือง (politics without politics)[13]

 


[1] แปลจาก “The lesson to be learnt here … is that the divide friend/enemy is never just the representation of a factual difference: the enemy is by definition, always – up to a point, at least – invisible; he looks like one of us; he cannot be directly recognized – this is why the big problem and task of political struggle is providing/constructing a recognizable image of the enemy.” in Slavoj Zizek, Welcome to the Desert of the Real!: Five Essays on September 11 and Related Dates, p. 109.

[2] Slavoj Zizek, In Defense of Lost Causes (London and New York: Verso, 2008), p. 184.

[3] Slavoj Zizek, Did Somebody Say Totalitarianism?: Five Interventions in the (Mis)Use of a Notion (London and New York: Verso, 2001), p. 3.

[4] แปลจาก “’Dictatorship’ does not mean the opposite of democracy.” in Slavoj Zizek, In Defense of Lost Causes, p. 412.

[5] แปลจาก “democracy is also a form of dictatorship” in Slavoj Zizek, In Defense of Lost Causes, p. 412.

[6] แปลจาก “the enemy … he looks like one of us” ใน Slavoj Zizek, Welcome to the Desert of the Real!: Five Essays on September 11 and Related Dates, p. 109.

[7] แปลจาก “providing and constructing a recognizable image of the enemy” Slavoj Zizek, Welcome to the Desert of the Real!: Five Essays on September 11 and Related Dates, p. 109.

[8] Slavoj Zizek, “Foreword,” in Peter Hallward, Badiou: a subject to truth (Minneapolis and London: University of Minnesota Press, 2003), p. xi.

[9] ดูที่ Zizek อภิปรายเรื่อง ความกล้าหาญ (courage) ในฐานะคุณสมบัติสำคัญของการต่อสู้ทางการเมือง ใน Slavoj Zizek, In Defense of Lost Causes, p. 151-2.

[10] นี่เป็นสิ่งที่ฝ่ายซ้ายอย่าง Zizek วิจารณ์งานของพวกหลังสมัยใหม่ เช่น Antonio Negri ที่เสนอการเมืองที่เน้นความแตกต่างหลากหลายและการสร้างกลุ่มคน (multitude) ที่จะเป็นอะไรก็ได้ ซึ่ง Zizek และ Ernesto Laclau เสนอคล้ายกันว่า การพูดถึง กลุ่มคน ที่จะเป็นอะไรก็ได้ของ Michael Hardt และ Antonio Negri นั้นพูดอย่างถึงที่สุดแล้วก็คือ การปฏิเสธแนวคิดเรื่องซับเจค หรืออย่างดีที่สุดก็คือ การทำให้การอธิบายการเกิดขึ้นของซับเจคเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ดู Ernesto Laclau, On Populist Reason (London and New York: Verso, 2005), p. 239-44. และดู Slavoj Zizek, In Defense of Lost Causes, p. 350-64.

[11] ข้อเสนอเรื่อง วิธี หรือ  mode นั้นได้รับอิทธิพลจาก Louis Althusser ซึ่งผู้นิยม Althusser เช่น Lazarus และ Badiou นำมาใช้ ซึ่งจะท้าทายข้อเสนอที่ว่า มีรูปแบบการต่อสู้ทางการเมืองแบบหนึ่งที่เป็นรูปแบบที่สากลและถูกต้องตลอดกาล ดู Sylvain  Lazarus, “Lenin and the Party, 1902-November 1917,” in Sebastian Budgen, Stathis Kouvelakis and Slavoj Zizek eds., Lenin Reloaded: Toward a Politics of Truth (Durham and London: Duke University Press, 2007), p. 255-68.; และบทที่ 2 ของ Alain Badiou, Metapolitics, tr. Jason Barker (London and New York: Verso, 2005), p. 26-57.

[12] ดูข้อถกเถียงเกี่ยวกับมโนทัศน์ dictatorship ได้ใน Hal Draper, Karl Marx’s Theory of Revolution Vol. 3: the Dictatorship of the Proletariat (New York: Monthly Review Press, 1977) และ Etienne Balibar, On the Dictatorship of the Proletariat (London: New Left Books, 1977)

[13] คำว่า การเมือง หมายถึง การสร้างความแตกหักแบบเด็ดขาดกับระบบระเบียบทางสังคมที่ค้ำจุนความไม่เท่าเทียมอยู่ ดู Alain Badiou, Metapolitics, tr. Jason Barker (London and New York: Verso, 2005) และ Slavoj Zizek, In Defense of Lost Causes (London and New York: Verso, 2008),

2 ความเห็น

  1. เจน พูดว่า,

    มันดีมากกกกกกกกกกก

    ดีทุกบทความ

    นับตั้งแต่อันนี้จนถึงรู of law

    น่าจะเอาไปลงในพื้นที่สาธารณะนะจะได้มีคนอ่านและถกเถียงเยอะๆ

    สู้ๆเฮีย

    เด๋วสอบคอมพีฯผ่านจะกลับมาสู้เต็มตัว
    ช่วงนี้ขอเอาตัวรอดก่อน

  2. @iake พูดว่า,

    บล็อกสุดยอดมากครับ ไม่น่าหยุดเขียนเลยครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.