เลนิน: การเมือง และการต่อสู้ทางการเมือง คือ อะไร (ตอน 3)

กันยายน 12, 2007 at 9:49 pm (เลนิน)

ต่อนะครับ สำหรับวันนี้

เลนิน มีข้อเสนอที่โต้แย้งกับ แนวคิดปฏิรูป อย่างชัดเจน โดยเฉพาะงานเขียนที่ชื่อว่า “รัฐและการปฏิวัติ” นั้นวิจารณ์ท่าทีของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเยอรมัน ที่นำโดยคนชื่อ คาร์ล เคาท์สกี้ (Karl Kautsky) ซึ่งเรียกรวมๆว่า “แนวปฏิรูป” หรือ Reformism/Rivisionism (ถ้าสนใจอ่านเพิ่มนะครับ อาจลองอ่านต้นฉบับได้ มีแปลเป็นภาษาไทย หรือว่าฉบับย่อจากนั้น ก็เป็นหนังสือของกลุ่มประชาธิปไตยแรงงานที่รวบรวมไว้)

นักปฏิรูป เสนอว่า เราสามารถสร้างสังคมนิยม หรือ โลกใบใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องปฏิวัติด้วยขบวนการที่เข้มแข็งของชนชั้นกรรมาชีพ แนวคิดปฏิรูปมองว่า ถ้าเราเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวันไปเรื่อยๆ หรือต่อสู้เป็นประเด็นๆไปเรื่อย สังคมนิยม หรือโลกใบใหม่จะเกิดเอง —- เพื่อนๆคงเห็นนะครับว่า ในบ้านเราหรือในโลกปัจจุบัน มีคนเชื่อแบบนี้เยอะ เช่น ถ้าเราล้มสถาบันกษัตริย์ได้ หรือล้มทักษิณได้ สังคมจะดีขึ้นทันที ซึ่งก็อาจจะจริง แต่จริงเพียงนิดเดียว

เลนินเสนอไว้แต่แรกนะครับว่า ทุนนิยม คือ ระบบ ไม่ใช่แค่นายทุนแต่ละคนหรือไม่กี่คน การโค่นล้มนายทุนบางคน หรือชนชั้นปกครองบางกลุ่มบางคน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งระบบ

DB เสนอว่า เลนินนั้นให้ความสำคัญอย่างมากกับ “ช่วงเวลาวิกฤต” เลนินเสนอว่า ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ว่างเปล่าหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่เป็นช่วงเวลาที่ “พร้อมจะแตกหักได้ทุกเมื่อ”

ขยายความ คือ หาก “เวลา” เป็นช่วงที่ทุกอย่างสอดคล้องกลมกลืน เป็นอันหนึ่งอันเดียว เราจะไม่สามารถหรือไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะเราคงทำอะไรไม่ได้ แต่ “เวลา” คือ การประกอบกันของความขัดแย้งมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นในชีวิตประจำวัน ความขัดแย้งเรื่องเพศ เรื่องศาสนา หรือแม้แต่ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนายทุนด้วยกันเอง

เลนินเสนอให้มอง “เวลา” ดังกล่าวที่ไม่ได้มีลักษณะกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทั้งเล็กและใหญ่เต็มไปหมด

ความขัดแย้งต่างๆที่อยู่ร่วมกันในเวลาหนึ่งๆนั้น เราในฐานะที่เป็นชนชั้นผู้ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม สามารถกระทำหรือหาจังหวะในการเปลี่ยนแปลง และพลิกโอกาสของเราให้นำไปสู่การปฏิวัติได้ทั้งสิ้น — นี่คือ ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ว่าเราจะใช้อะไรในเวลาไหนอย่างเหมาะสม อันจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง “ที่เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่” ได้

คำว่า ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี จึงไม่ใช่คำโก้เก๋ของนักต่อสู้ แต่เป็น “เครื่องมือ” ที่จะพัฒนาให้การต่อสู้ในชีวิตประจำวัน การต่อสู้เล็กๆน้อยๆสารพัดของคนกลุ่มต่างๆ กลายมาเป็น “การต่อสู้ทางการเมือง” หรือ “การต่อสู้ทางชนชั้น”

เคาท์สกี้ ซึ่งเป็นแกนนำของแนวปฏิรูปเยอรมันในขณะนั้นเสนอว่า “เราจะยึดอำนาจก็ต่อเมื่ออำนาจมันตกลงมาหาเราเหมือนผลไม้ที่สุกแล้ว”

แต่ เลนิน เห็นแตกต่างนะครับในประเด็นนี้ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือ เลนิน เสนอว่า “แม้ผลไม้จะยังไม่สุก เราก็ต้องทั้งบ่มให้มันสุกเร็วๆ และต้องเตรียมพร้อมกินได้ทุกเมื่อทันทีที่มันกินได้”

เลนิน เสนอว่า เราต้องให้ความสำคัญกับ “การเมือง” มากกว่า “ประวัติศาสตร์” (ดูที่ผมอธิบายคำๆนี้ในตอนที่ 1 นะครับ) หมายความว่า แม้มนุษย์จะเกิดขึ้นมาพร้อมกับโครงสร้างหรือประวัติศาสตร์ แต่เราจะทำให้มนุษย์เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์และเป็นเจ้าของประวัติศาสตร์ได้อย่างไร คำตอบของเลนินก็คือ “การต่อสู้ทางการเมือง”

และเลนิน ยังเสนออีกว่า เราต้องให้ความสำคัญกับ “ยุทธศาสตร์” เหนือ “ยุทธวิธี” — ขยายความ คือ ยุทธศาสตร์นั้นเป็นเป้าใหญ่ใช่มั๊ยครับ เป้าใหญ่ คือ การเปลี่ยนแปลงสังคม นี่เป็นสิ่งที่เราต้องยึดกุมให้มั่น ยุทธวิธี คือ แผนการเคลื่อนไหวจัดตั้งต่อสู้เล็กๆน้อยๆในประเด็นย่อยๆต่างๆ —- และ ยุทธวิธีจะเป็นยังไงเป็นสิ่งที่ชี้นำโดยเป้าใหญ่ที่เราทำ

ยกตัวอย่างเช่น สหายของเราไปทำงานกับผู้ใช้แรงงาน คนงานได้รับความเดือดร้อนจากการเลิกจ้าง หน้าที่ของเรา คือ การเข้าไปร่วมต่อสู้กับประเด็นเฉพาะหน้าที่พี่น้องเราโดนทำร้ายจากนายจ้าง และอีกด้านหนึ่งเราต้องคิดเสมอว่า เราจะทำอย่างไรให้ประเด็นการต่อสู้ชีวิตประจำวันของคนงาน กลายเป็นหรือถูกพัฒนาเป็น “การต่อสู้ทางชนชั้น” หรือที่เลนินเรียกว่า “การต่อสู้ทางการเมือง” เพื่อสร้างโลกใบใหม่ ที่อาจจะเป็น รัฐสวัสดิการ หรือ สังคมนิยม ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ของเรา

เลนินเสนอว่า “เราต้องหยิบฉวยเอาความขัดแย้งที่มีในสังคมทั้งหมดที่เราเห็นผูกเข้ามาด้วยกัน และพลิกให้มันกลายเป็นการต่อสู้ แม้ว่ามันจะเป็นการต่อสู้ที่เล็กแค่ไหนก็ตาม”

ดังนั้นในความหมายของการต่อสู้นี้ จึงไม่ใช่แค่การร่วมสู้แบบเฉพาะหน้าแค่ประเด็นเดียวแบบแยกส่วน แต่เป็นการต่อสู้ที่ถูกพัฒนาให้เป็น “การเมือง” และเป็น “การต่อสู้ทางการเมือง” ที่ท้าทายกับ “ระบบทุนนิยมทั้งระบบ” “ผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้น” ในความหมายของเลนิน

(อ่านต่อตอนหน้านะครับ — เขียนบลอกแบบนี้ สนุกกว่าเขียนวิทยานิพนธ์เยอะเลย อิอิ)

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

เลนิน: การเมืองเรื่องยุทธศาสตร์ (ตอน 2)

กันยายน 12, 2007 at 5:25 am (เลนิน)

บทความนี้ชื่อว่า “Leaps!, Leaps!, Leaps!” ผมแปลเอาเองว่า “ตื่นๆๆๆ” ซึ่งอาจไม่ตรงตัว เพราะ leap แปลว่า กระโดด การกระโดดอย่างรวดเร็ว เอาเป็นว่าหลังจากเล่าจบก็แปลกันเองนะครับ

DB เริ่มต้นด้วยการยกความกังวลของ Hannah Arendt (เป็นนักปรัชญาหญิงเยอรมันเชื้อสายยิว ที่หนีออกมาจากเยอรมัน ในช่วงนาซี เพราะถ้าไม่หนีก็ตาย) ที่ว่า “การเมืองอาจจะหายไปจากโลกนี้” “การเมืองจะมีความหมายยังไงกับโลกใบนี้”

ปัญหาหลักของโลกปัจจุบันที่ Arendt มองก็คือ ปัญหาของ เผด็จการอำนาจนิยม หรือ totalitarianism (Arendt เขียนหนังสือเล่มใหญ่โตเกี่ยวกับ กำเนิดของ totalitarianism โดยเฉพาะ กำเนิดของเผด็จการสตาลิน กับ นาซี) DB เห็นด้วยกับ Arendt ในเรื่องนี้ แต่มองว่า ศัตรูสำคัญของโลกปัจจุบัน ไม่ใช่เผด็จการอำนาจนิยม แบบเก่าอีกแล้ว แต่มันคือ เผด็จการของกลไกตลาด (MARKET Totalitarianism) ที่แนวคิดตลาดเสรีมันครอบงำโลกและผูกขาดการอธิบายโลกไว้เพียงแนวเดียวในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี DB ก็วิจารณ์ Arendt ในประเด็นที่ Arendt มองเรื่อง การหายไปของความเป็นการเมือง (the disappearance of politics) ว่า มันสิ้นสุดที่มาร์กซ์ ซึ่งนัยยะนี้ก็เท่ากับว่า Arendt ทำให้มาร์กซ์กลายเป็น “ผู้ร้าย” ในประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองไป

DB เสนอว่า การเมืองแบบมาร์กซิสต์หรือมาร์กซ์ยังมีความสำคัญมากอย่างที่ไม่มีทางละเลยได้ในสองประเด็นอย่างน้อยคือ หนึ่ง การอธิบายความรุนแรงของระบบทุนนิยม สอง การอธิบายความแปลกแยกของมนุษย์ในปัจจุบัน

DB เสนอว่า ด้วยปัญหาของระบบทุนนิยมที่ยังอยู่นี้ เราจำเป็นต้องคิดถึง “การเมือง” ของผู้ถูกกดขี่และเบียดขับออกจากการมีส่วนร่วมกับการใช้อำนาจรัฐในระบอบการเมืองปกติได้ด้วย

ในเมื่อการเมืองเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญในศตวรรษนี้ การพูดถึง ยุทธศาสตร์ ทางการเมืองของขบวนการประชาชนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งความสำคัญของ ความคิดทางการเมืองของเลนิน นั้นเป็น Politics of strategy หรือ การเมืองของยุทธศาสตร์ หรือ การเมืองเรื่องยุทธศาสตร์ ไม่ใช่การเมืองแบบสถาบันหรือกฎหมายอะไรแบบที่โลกสมัยปัจจุบันเข้าใจกัน

การคิดถึงเรื่อง “การจัดตั้งองค์กรและยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหว” จึงเป็นสิ่งที่มาก่อนและเป็นหัวใจสำคัญของ ความคิดแบบเลนิน

เลนินเสนอว่า ความคิดทางการเมือง เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งกับสถานการณ์ของการต่อสู้ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เรียกว่า วิกฤต – ในความคิดของเลนิน สถานการณ์วิกฤตที่อาจก่อให้เกิดการปฏิวัติ (revolutionary crisis) กับ การต่อสู้ทางการเมือง (political struggle) เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก

เลนินนิยาม “การต่อสู้ทางชนชั้น” ว่า การต่อสู้ทางชนชั้นไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างกรรมกรในโรงงานกับนายจ้าง แต่การต่อสู้ทางชนชั้นคือความขัดแย้งระหว่าง ชนชั้นที่ถูกกดขี่ทั้งหมด กับ ชนชั้นนายทุนและระบบทุนนิยมทั้งชนชั้น

ดังนั้นการปฏิวัติสร้างสังคมนิยม (หรือโลกใบใหม่ ที่พวกเราชอบพูดกันในขบวนการตอนนี้) จึงไม่ใช่การต่อสู้กับ “นายจ้าง” ของแต่ละโรงงาน แต่ เป็นการต่อสู้และทำลายการกดขี่ของรัฐและทุนนิยมทั้งระบบ

ตรงนี้ผมอยากขยายความว่า เลนิน หมายถึง การที่ขบวนการต้องยกระดับจิตสำนึกของชนชั้นผู้ถูกกดขี่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น คนรักเพศเดียวกัน คนกลุ่มน้อย คนจน กรรมกร เกษตรกร คนประมง ที่โโนเอารัดเอาเปรียบจากรัฐและทุนนิยม

เพราะเลนินมอง ทุนนิยมเป็นเรื่องของ “ระบบ” ไม่ใช่เรื่องของนายจ้างแต่ละคนหรือโรงงานแต่ละโรง เพราะฉะนั้นการจะต่อสู้หรือสร้างความรู้สำหรับการเปลี่ยนแปลงสังคม จำเป็นต้องเชื่อมโยงและพูดถึงการต่อสู้ รวมไปถึงองค์กรของผู้ถูกกดขี่ทั้งหมด

บทความนี้ DB ให้ความสำคัญกับประเด็น “ยุทธศาสตร์” อย่างมาก โดยมองว่านี่คือ มรดกของเลนิน ที่เราควรพูดถึงในศตวรรษที่ 21

DB ชี้ว่า ในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์การต่อสู้ มันจะมีจังหวะเวลาที่เรียกว่า “จังหวะเวลาที่เป็นโอกาส” หรือ “การบรรจบกันของสิ่งต่างๆที่เฉพาะเจาะจง” ซึ่งจะทำให้การเคลื่อนไหวของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประวัติศาสตร์ที่กำลังเดินอยู่

ตรงนี้ผมตีความเป็น 2 ประเด็น คือ

หนึ่ง เลนินให้ความสำคัญกับ “จังหวะ” เพื่อชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์นั้นต้องคำนึงถึงจังหวะด้วย การเปลี่ยนแปลงของยุทธศาสร์หรือยุทธวิธี เป็นสิ่งที่ต้องคิดถึงสภาพความเปลี่ยนแปลงตลอด ไม่ใช่แข็งทื่อ และไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงรอบตัว

สอง ความสัมพันธ์ระหว่าง “ประวัติศาสตร์” กับ “การกระทำของมนุษย์” หรือที่ภาษาวิชาการเรียกว่า โครงสร้าง (structure) กับ มนุษย์ (agency) ก็น่าจะไม่ผิดนัก — ปกติแล้ว เวลาเรามองประวัติศาสตร์ เราจะพูดถึงอะไรที่มันเดินไปตามเส้นทางของมัน มนุษย์ไม่ค่อยมีบทบาทอะไรในนั้น แต่การที่เราเข้าใจ “จังหวะ” ของการเดินทางในประวัติศาสตร์หรือ “ช่องว่าง” ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ มันจะทำให้เราสามารถมีการกระทำ หรือ “ยุทธศาสตร์” อะไรที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์หรือโครงสร้างนั้นๆได้

เมื่อการกระทำของเราทำใน “จังหวะ” หรือ “ช่องว่าง” ที่พอดี เราก็จะเป็น “ผู้สร้างประวัติศาสตร์” — ประวัติศาสตร์ และมนุษย์ ก็จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

(ต่อฉบับหน้านะครับ ผมแก้เป็นรอบที่สอง เพราะอยากให้ทุกๆคนอ่านรู้เรื่องให้มากที่สุด ไม่อยากให้เป็นวิชาการ)

ลิงค์อ้างถึง 3 ความเห็น

ทำไมเลนินจึงสำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21(ตอนที่ 1)

กันยายน 12, 2007 at 3:02 am (เลนิน)

ผมมาที่นี่ได้เกือบเดือนแล้ว วันที่ 13 นี้ก็ครบหนึ่งเดือน ก่อนมาคิดไว้ว่าจะมาอ่านหนังสือแล้วทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับเพื่อนๆที่ทำงานกันอยู่ที่ประเทศไทย

ก็เลยตั้งใจจะเขียนบทความเกี่ยวกับหนังสือทีอ่านแล้วคิดว่ามีประโยชน์กับขบวนการของเรา แต่เนื่องด้วยผมไม่มีเวลาทำอะไรๆที่เป็นวิชาการนอกเหนือจากการทำวิทยานิพน ประกอบกับมีคนยุให้มีบลอค แต่ถ้ามีบลอคไว้เขียนเรื่องชีวิตประจำวันก็คงไม่รู้จะเล่าอะไร ชีวิตประจำวันน่าเบื่อมากมาย

เลยคิดได้ว่า เอาบลอคนี้มาเล่าเรื่อง “ความรู้” ดีกว่า ก็เลยเริ่มบลอคแรกด้วยหนังสือที่ผมชอบมากตั้งแต่มา และเป็นหนังสือเล่มแรกๆที่ซื้อที่นี่คือ หนังสือเกี่ยวกับ เลนิน (Lenin) เรื่อง Lenin Reloaded: Toward a Politics of Truth แปลว่า “เลนินกลับมาอีกครั้ง: ว่าด้วยการเมืองของความจริง” รวบรวม โดย Sebastian Budgen, Stathis Kouvelakis และ Slavoj Zizek พิมพ์ปี 2007 นับว่ายังใหม่มาก

ที่ซื้อหนังสือเล่มนี้เพราะสนใจว่า ทำไมเลนินที่ใครๆในโลกวิชาการและแม้แต่ในหมู่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองเองก็คิดว่า เลนินตายไปแล้ว หรือหมดความสำคัญแล้ว โดยเฉพาะประเด็นที่สำคัญคือ หลายคนโดยเฉพาะฝ่ายซ้ายแทบจะทั่วโลก (ยกเว้นสายทรอตสกี้ ลองดูงานเขียนของ ใจ อึ๊งภากรณ์ นะครับ ที่พยายามอธิบายสาเหตุของการเกิดเผด็จการสตาลิน โดยยังปกป้องเลนินและความคิดแบบเลนินไว้อยู่)สรุปว่า “เลนินหรือลัทธิเลนิน (Leninism) เป็นต้นเหตุของเผด็จการสตาลิน ซึ่งกระแสหลักที่ศึกษาเลนินหรือรัสเซียก็จะบอกว่า แนวคิดเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ หรือแนวคิดที่เน้นการมีพรรค และพรรคเป็นกองหน้าสำหรับการปฏิวัตินั้น มีส่วนสำคัญในกานำไปสู่การสถาปนาอำนาจของสตาลิน

หมายความว่า แนวคิดแบบเลนิน มีศักยภาพ หรือมีแนวโน้มที่จะให้กำเนิดระบอบเผด็จการในรัสเซีย (ลองดุบลอคนี้นะครับ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=historyandphilosophy&group=3 มีบทความชื่อว่า Hello Lenin! ซึ่งก้ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นเผด็จการของเลนิน และผลของเลนินก็นำไปสู่สตาลิน)

ความน่าสนใจของหนังสือรวมบทความเกี่ยวกับเลนินนี้ยังมีอีกประการหนึ่ง คือ รวบรวม โดย นักปรัชญาสายมาร์กซิสต์แนวจิตวิเคราะห์แบบลากอง (Lacanian Marxism) (อย่าไปสนใจมากนะครับว่ามันคืออะไร จะปวดหัว เอาว่ารู้ชื่อมันพอ) คนสำคัญ ของโลกปัจจุบัน คือ Slavoj Zizek

และที่น่าสนใจมากอีกประการหนึ่งคือ ผู้เขียนบทความในหนังสือเล่มนี้ มีบทความที่รวบรวมอยู่ 17 บทความ มีคนเขียนที่ดังๆที่เรารู้จักกันในแวดวงปรัชญาและทฤษฎีสังคมศาสตร์หลายคน เช่น Alain Badiou, Antonio Negri, Etiene Balibar, Frederic Jameson, Terry Eagleton, Alex Callinicos, Daniel Bensaid , etc. และตัว Zizek เอง

ชื่อหนังสือก็บอกอยู่แล้วว่า เกี่ยวกับ เลนิน, การเมือง และความจริง ถึงวันนี้ผมอ่านไปแล้ว 7 บทความ เด๋วมีเวลาจะเขียนถึงทีละบทความว่ามีความน่าสนใจอย่างไร

บทความล่าสุดที่อ่านเป็นของ นักมาร์กซิสต์สายทรอตสกี้ ชาวฝรั่งเศส และเป็นนักปรัชญาการเมืองที่มีชื่อเสียงด้วยชื่อว่า Daniel Bensaid

DB นั้นเป็นนักคลื่อนไหวทางการเมือง และเป็นแกนนำขบวนการนักศึกษาในปี 1968 คนสำคัญคนหนึ่ง ขณะนี้ DB เป็นนักคิดของขบวนการ League Comminist ซึ่งเป็นองค์กรสังคมนิยมสายทรอตสกี้ที่ใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส

งานของ DB ชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ผมชอบที่สุดตั้งแต่อ่านมา 7 บทความ ด้วยเหตุผลคือ มันปลุกระดม เวลาอ่านแล้วมีอรรถรส และเนื้อหาก็น่าสนใจมาก โดยเฉพาะการอธิบายและปกป้อง ว่าทำไม การมีองค์กรนำของการต่อสู้ ซึ่งอาจจะเรียกพรรค หรืออะไรก็ตาม จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญที่สุดในปัจจุบัน

จริงๆผมตั้งใจจะเขียนให้จบก่อน แล้วค่อยโพสทีเดียว แต่มีหลายคนบอกว่า ปเดบลอคมาแล้วโล่ง วันนี้เลยลงเท่านี้ก่อน แต่เดวผมจะรีบเล่าเรื่องบทความของ DB โดยเร็ว เพื่อไม่ให้ขาดตอนนะครับ

ลิงค์อ้างถึง 2 ความเห็น

Hello world!

กันยายน 11, 2007 at 2:25 am (Uncategorized)

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

ลิงค์อ้างถึง 1 ความเห็น

« Previous page

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.