“Democracy” as the Greatest Fantasy of the Highest Stage of Capitalism

สิงหาคม 11, 2008 at 6:47 am (Uncategorized)

บทเรียนที่เราได้ในที่นี้ … คือ การแยกมิตร/ศัตรูไม่ใช่แค่ภาพตัวแทนของความแตกต่างที่ปรากฏในความจริงเฉพาะหน้า: โดยนิยามแล้ว ศัตรูมักจะไม่ปรากฏตัวให้เห็น;

เขาดูคล้ายกับพวกเรา; ไม่สามารถถูกรับรู้ได้แบบตรงไปตรงมา

นี่คือสาเหตุที่ว่า ทำไมปัญหาใหญ่และภารกิจของการต่อสู้ทางการเมืองจึงเป็นการให้

/สร้างภาพของศัตรูที่เราจะสามารถรับรู้ได้

 

                                                                                     Slavoj Zizek[1]

 

ในโลกปัจจุบัน ประชาธิปไตย ได้กลายมาเป็นสัญญะอ้างอิง (Master-signifier) ของสรรพสิ่ง[2] ไม่ว่าจะเป็นการทำสงครามต่อต้าน การก่อการร้าย ในตะวันออกกลางโดยประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา หรือการทำรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็ล้วนแล้วแต่อ้างอิงความชอบธรรมกับ ประชาธิปไตย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในแง่นี้ สัญญะ ประชาธิปไตยจึงไม่ได้มีความหมายอะไรในตัวเอง นอกเสียจากจะเป็นสัญญะที่ว่างเปล่า (empty signifier) ที่ไม่ว่าฝ่ายไหนก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของเพื่อใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำทางการเมืองของตนเองได้ ประชาธิปไตย จึงกลายมาเป็นสิ่งที่ท้าทายไม่ได้ หากใครเสนอว่า ไม่เห็นด้วยกับการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ก็คงจะดูเป็นพวกป่าเถื่อนหรือล้าหลังหรือเป็นอาชญากรไป

การทำให้ ประชาธิปไตย กลายมาเป็นสิ่งที่ท้าทายไม่ได้และเป็นสิ่งที่ถูกในตัวเองเสมอนั้นได้กลายมาเป็น มายาคติสำคัญของฝ่ายซ้ายและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในปัจจุบันก็คือ การไม่ตั้งคำถามกับกรอบพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตย แต่ยอมรับสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ถูกโดยตัวมันเอง ดังที่กล่าวไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระเบียบทางการเมืองจะถูกเรียกว่าอะไรก็ตาม แม้แต่ ประชาธิปไตย ล้วนวางอยู่บนฐานของ ข้อห้ามขั้นพื้นฐาน (primordial prohibition) บางอย่างเสมอ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด แม้เราจะบอกว่า ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่เคารพเสรีภาพและความเท่าเทียม แต่การตั้งคำถามถึงสถาบันทางสังคมบางอย่าง เช่น สถาบันกษัตริย์ หรือการมีเป้าหมายทางการเมืองเพื่อล้มรัฐธรรมนูญและสร้างโลกสังคมนิยมยังคงเป็น ข้อห้ามขั้นพื้นฐาน อยู่ สิ่งต้องห้าม จึงเป็นที่มาและรากฐานของกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งที่ตั้งคำถามไม่ได้/ท้าทายไม่ได้/พูดถึงมันอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้

ในกรณีของประเทศไทย ภายหลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย การเรียกร้องต่อสู้เพื่อ เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และผิดปกติอย่างสิ้นเชิง สัญญะ เผด็จการ กลายมาเป็นสัญญะที่มีความหมายตรงกันข้ามกับสัญญะ ประชาธิปไตย ไปโดยปริยาย เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมปี 2535 ได้ตอกย้ำจุดจบของ เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ และชัยชนะของ ประชาธิปไตย ได้เป็นอย่างดี คำขวัญว่าด้วยการต่อต้านเผด็จการในปี 2535 ที่กล่าวว่า “No more dictatorship.” กลายมาเป็นคำขวัญที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปจนถึงขบวนการขับไล่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยในปี 2548-9 สำหรับ Zizek การเมืองของฝ่ายก้าวหน้าต้องหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งต่อการตราหน้าหรือแปะป้ายว่าใครคือ เผด็จการ อย่างมักง่าย สัญญะ เผด็จการ มีสถานะเป็น การปิด ไม่ให้เราสามารถคิดถึงความเลวร้ายที่แท้จริงนั่นก็คือ ระบบทุนนิยมและเผด็จการของชนชั้นกระฎุมพีที่ปรากฏในคราบของเสรีประชาธิปไตยเองซึ่งเป็นต้นเหตุและที่มาของระบอบทหารหรือการคอร์รัปชั่นของนักการเมือง มากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์อะไรที่เป็นรูปธรรมได้จริง[3] ดังนั้น หลักการที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระบอบประธานาธิบดี หรือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างในประเทศไทยจึงเป็นเพดานทางความคิดและความเข้าใจไม่ให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เราเรียกว่า ข้อห้ามขั้นพื้นฐาน/รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม/อำนาจขององค์อธิปัตย์/พ่อ ซึ่งเป็นกำเนิดแรกสุดของกฎระเบียบและกฎเกณฑ์ทางสังคมทั้งหมดที่ดำรงอยู่ได้

ในแง่นี้ ก็หมายความว่า “’เผด็จการ ไม่ใช่สิ่งที่ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย[4] อย่างที่ปัญญาชนจำนวนมากพูดถึง หากแต่ ประชาธิปไตยก็เป็นรูปแบบหนึ่งของเผด็จการ[5] นั่นหมายความว่า เราต้องกลับไปหาคำนิยามว่าด้วย เผด็จการ ในงานของพวกมาร์กซิสต์ที่แยกระหว่าง เผด็จการของชนชั้นกระฎุมพี (dictatorship of the bourgeoisie) กับ เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ (dictatorship of the proletariat) รูปแบบการปกครองของประชาธิปไตยในปัจจุบันจึงไม่ใช่อะไรอื่นนอกเสียจากเผด็จการของชนชั้นกระฎุมพี ที่คนส่วนน้อย (ที่สามารถเป็นกระฎุมพี) เป็นผู้ปกครอง ระเบียบทางการเมืองทั้งหมดที่อ้างว่าเป็นไปเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนซึ่งเกิดขึ้นตามมาจากเผด็จการดังกล่าวนี้จึงต้องเป็นระเบียบหรือกฎเกณฑ์ที่ปกป้องค้ำจุนการปกครองของชนชั้นกระฎุมพี นั่นก็คือ การปกป้องการถือครองกรรมสิทธิ์เอกชน (private property) นั่นเอง ส่งผลให้ในขณะที่รัฐทุนนิยมสมัยใหม่พูดถึงสิทธิเสรีภาพ แต่สิทธิเสรีภาพนั้นๆล้วนวางอยู่บน ข้อห้ามขั้นพื้นฐานจำนวนมากที่เป็นไปเพื่อปกป้องเผด็จการของชนชั้นกระฎุมพีที่อยู่ภายใต้เกราะปกป้องของสัญญะ ประชาธิปไตย ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อห้ามไม่ให้ท้าทายหรือล้มล้างองค์อธิปัตย์ เช่น สถาบันกษัตริย์ หรือข้อห้ามว่าด้วยการปฏิวัติล้มประชาธิปไตยของนายทุนและการสร้างเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ

ในขณะที่ การปฏิวัติ (revolution) จากล่างสู่บนอันเกิดจากพลังของมวลชนมหาศาลเพื่อสร้างเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพได้กลายเป็นผีร้ายที่น่ารังเกียจในสายตาของโลกปัจจุบัน การรัฐประหาร (coup d’etat) ที่เป็นไปเพื่อปกป้องเผด็จการของคนส่วนน้อยที่เรียกร้องหาหรือกระทำการในนามของพ่อและกฎของพ่อกลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกชื่นชมมากกว่า ดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา การต่อสู้ทางการเมืองโดยเรียกร้องหาพ่อและการรัฐประหารจึงสะท้อนความอับจนอย่างถึงที่สุดของการเมืองของฝ่ายซ้ายในการเมืองไทย ที่เป็นไปได้อย่างมากก็แค่การหาความบันเทิงใจหรือความอบอุ่นใจภายใต้การปกป้องคุ้มครองพ่อในฐานะองค์อธิปัตย์เท่านั้น โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรที่เป็นเนื้อหาสำคัญของปัญหาความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของสังคมปัจจุบัน การเรียกหาพ่ออย่างวุ่นวายโกลาหลในรอบหลายปีที่ผ่านมาจึงไม่มีอะไรที่มากไปกว่าภารกิจของคนส่วนน้อย (ไม่ใช่คนชั้นล่างที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม) ที่ต้องการทำให้ตัวเองใช้ศักยภาพของตนเองเพื่อแสวงหาความสุขในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการหรือกระฎุมพีในระบบทุนนิยมได้อย่างเต็มที่ ข้อเรียกร้องที่เป็นไปได้มากที่สุดจึงเป็นข้อเรียกร้องที่ต้องการทำให้ระบบทุนนิยมที่ดำรงอยู่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น (humanization of capitalism) และให้ระบบทุนนิยมเป็นเรื่องของศีลธรรมมากขึ้น แต่ไม่ต้องเลือกวิธีการ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการสร้างสันติภาพและการปกป้องสิทธิมนุษยชนในอิรักด้วยการทำสงครามที่เข่นฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร

                เราจะพบว่า ศัตรู ของเรามีความซับซ้อนและคลุมเครือมากขึ้น Zizek ชี้ว่า แนวคิดทางที่สาม หรือ Third Way ที่ปรากฏตัวภายใต้เสื้อคลุมของ สังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democracy) และแนวคิดพหุวัฒนธรรม (multiculturalism) ซึ่งเชิดชูการเมืองหรือสิทธิของความแตกต่างหลากหลายต่างหากที่เป็นศัตรูที่แท้ของฝ่ายซ้าย ศัตรูที่แท้จริงของเราจึงไม่ใช่คนที่ดูคล้ายศัตรู แต่ ศัตรูคือคนที่ดูคล้ายกับพวกเรา[6] นั่นหมายความว่า ศัตรูคือคนที่พูดภาษาเดียวกับเราหรือบางทีก็บอกว่าเป็นตัวแทนของเราและสู้เพื่อเรา แต่เนื้อแท้กลับไม่ได้มีจุดยืนเดียวกับเรา ศัตรูที่แท้จริงจึงหมายถึง คนที่หน้าตาเหมือนมิตรแต่ปกป้องศัตรูของเรา ซึ่งนี่เป็นปัญหาใหญ่ของการเมืองของขบวนการฝ่ายซ้ายในปัจจุบันที่หมกมุ่นกับการเรียกร้องให้มีการเคารพความแตกต่างหลากหลาย ที่ปฏิเสธการทำความเข้าใจ/นิยามและต่อสู้เพื่อล้มล้าง องค์อธิปัตย์ และระบบทุนนิยมซึ่งอยู่เบื้องหลังความเลวร้ายและปรากฏการณ์ทางการเมืองอื่นๆทั้งหมดอีกที ดังนั้น ภารกิจสำคัญประการหนึ่งของฝ่ายซ้ายในปัจจุบันก็คือ การนิยาม ศัตรู และการ ให้/สร้างภาพของศัตรูที่เราสามารถรับรู้ได้[7]

                การเชิดชูการเมืองของความแตกต่างหลากหลาย (politics of difference) หรือ ที่เรียกกันว่า พหุวัฒนธรรมนั้นในด้านหนึ่งพยายามโต้ตอบกับระบอบเผด็จการที่รวมศูนย์ โดยชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายว่าเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่จริง และจะต้องได้รับการปกป้อง แต่ประเด็นที่ตามมาก็คือ การยกย่องความแตกต่างหลากหลายในทุกเรื่องกลับกลายมาเป็นกับดักของตัวมันเอง พูดอย่างถึงที่สุดแล้ว เราไม่ควรอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างทางชนชั้น ชนชั้นกรรมาชีพควรจะทำหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ของตนเองคือการปลดโซ่ตรวนของสังคมชนชั้นที่กดขี่พวกเขาอยู่มากกว่าที่จะอดทนอดกลั้นต่อสิ่งเหล่านี้ในฐานะที่เป็นความแตกต่างหลากหลาย นอกจากนี้ การยกย่องความแตกต่างหลากหลายภายในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเองก็เป็นปัญหา เพราะการเมืองที่เน้นความหลากหลายของข้อเรียกร้องมักจะจบลงด้วยการพูดถึงประเด็นเฉพาะย่อยๆที่ขาดภาพรวมทั้งหมด ซึ่งมักจะจบลงด้วยการที่ขบวนการต่างๆไม่มีทางสมานฉันท์หรือรวมหมู่กันได้ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรมายึดโยงกันอย่างเป็นระบบ ในที่นี้ Zizek เสนอว่า ในปัจจุบันที่สังคมหลังสมัยใหม่กำลังยกย่องเชิดชูสิทธิที่จะมีแตกต่างหลากหลาย (the rights to Difference) ในด้านต่างๆ หน้าที่ของฝ่ายซ้ายก็คือ การกลับไปหา การเมืองที่เรียกร้อง สิทธิที่จะเหมือนกัน (the rights to Sameness) มากกว่า[8]

การจะออกจากวังวนเช่นนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญ (courage) [9]  และวินัย (discipline) ของการรวมกลุ่มทางการเมืองมากกว่าที่การเมืองจะเป็นเรื่องของอะไรก็ได้ (whatever) การเมืองของความแตกต่างอย่างไม่สิ้นสุดของกลุ่มคน (multitude)[10] หรือการต่อสู้แบบที่ไม่มีเป้าหมายหรือจุดสิ้นสุด ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องเกิดขึ้นผ่านการถกเถียงหาทางออกในระดับยุทธศาสตร์และการจัดองค์กรทางการเมือง หรือที่ Sylvain Lazarus เรียกว่า วิถีการต่อสู้ทางการเมือง (modes of politics)[11] ซึ่งการเมืองฝ่ายซ้ายที่เป็นกระแสหลักในปัจจุบันคือ การเมืองของขบวนการทางสังคมรูปแบบใหม่ (New social movements) ได้ละเลยการทำความเข้าหรือถกเถียงเกี่ยวกับ วิถีทางการเมือง ไปอย่างสิ้นเชิง โดยทำเสมือนว่ามีวิถีทางการเมืองเพียงแบบเดียว ยิ่งไปกว่านั้น การเมืองของฝ่ายซ้ายต้องข้ามให้พ้นวาทกรรมว่าด้วย ประชาธิปไตย ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันด้วย ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy) ประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) และประชาธิปไตยรากหญ้า (direct democracy) ซึ่งไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงภายใต้เผด็จการชนชั้นกระฎุมพี (bourgeoisie dictatorship) ที่ชนชั้นกระฎุมพี ที่พ่อมีอำนาจสูงสุดเด็ดขาดภายใต้ความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยมเท่านั้น[12]

นอกจากนี้ ข้อเสนอที่ได้จากทฤษฎีและการเคลื่อนไหวของ NSM เป็นเพียงข้อเสนอและการวิเคราะห์เชิงเทคนิค โดยทำเสมือนว่า การต่อสู้เพื่อการปฏิวัติ ไม่มีตัวตนและไม่มีสถานะเป็น วิถีทางการเมือง แบบหนึ่งอีกต่อไป มิพักจะต้องพูดถึงความคิดและความฝันเรื่องโลกใบใหม่ที่ไม่ใช่ทุนนิยมซึ่งได้ถูกปฏิเสธและละเลยไปแต่แรก การเมืองหลังสมัยใหม่ภายใต้การนำของวิถีการเมืองแบบขบวนการเคลื่อนไหวรูปแบบใหม่ ซึ่งเน้นการปกป้องความแตกต่างหลากหลายของอัตลักษณ์ภายใต้สัญญะ ประชาธิปไตย(แบบต่างๆ) จึงเป็นเพียงป้อมปราการอันแน่นหนาที่ปกป้องคุ้มครองระบบทุนนิยมจากการปฏิวัติของมวลชนเพื่อสร้างสังคมนิยมเท่านั้น การเมืองของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นการเมืองที่ปราศจาก โครงการทางการเมือง (political project) ที่มีเป้าหมายเพื่อข้ามพ้น/ทำลายอำนาจอธิปัตย์ที่ให้กำเนิดของระเบียบการปกครองที่กดขี่ขูดรีดคนส่วนใหญ่อยู่ในปัจจุบันเช่นนี้จึงไม่ใช่อะไรที่มากไปกว่าสิ่งที่ปัญญาชนฝ่ายซ้ายอย่าง Zizek และ Alain Badiou เรียกว่า การเมืองที่ปราศจากความเป็นการเมือง (politics without politics)[13]

 


[1] แปลจาก “The lesson to be learnt here … is that the divide friend/enemy is never just the representation of a factual difference: the enemy is by definition, always – up to a point, at least – invisible; he looks like one of us; he cannot be directly recognized – this is why the big problem and task of political struggle is providing/constructing a recognizable image of the enemy.” in Slavoj Zizek, Welcome to the Desert of the Real!: Five Essays on September 11 and Related Dates, p. 109.

[2] Slavoj Zizek, In Defense of Lost Causes (London and New York: Verso, 2008), p. 184.

[3] Slavoj Zizek, Did Somebody Say Totalitarianism?: Five Interventions in the (Mis)Use of a Notion (London and New York: Verso, 2001), p. 3.

[4] แปลจาก “’Dictatorship’ does not mean the opposite of democracy.” in Slavoj Zizek, In Defense of Lost Causes, p. 412.

[5] แปลจาก “democracy is also a form of dictatorship” in Slavoj Zizek, In Defense of Lost Causes, p. 412.

[6] แปลจาก “the enemy … he looks like one of us” ใน Slavoj Zizek, Welcome to the Desert of the Real!: Five Essays on September 11 and Related Dates, p. 109.

[7] แปลจาก “providing and constructing a recognizable image of the enemy” Slavoj Zizek, Welcome to the Desert of the Real!: Five Essays on September 11 and Related Dates, p. 109.

[8] Slavoj Zizek, “Foreword,” in Peter Hallward, Badiou: a subject to truth (Minneapolis and London: University of Minnesota Press, 2003), p. xi.

[9] ดูที่ Zizek อภิปรายเรื่อง ความกล้าหาญ (courage) ในฐานะคุณสมบัติสำคัญของการต่อสู้ทางการเมือง ใน Slavoj Zizek, In Defense of Lost Causes, p. 151-2.

[10] นี่เป็นสิ่งที่ฝ่ายซ้ายอย่าง Zizek วิจารณ์งานของพวกหลังสมัยใหม่ เช่น Antonio Negri ที่เสนอการเมืองที่เน้นความแตกต่างหลากหลายและการสร้างกลุ่มคน (multitude) ที่จะเป็นอะไรก็ได้ ซึ่ง Zizek และ Ernesto Laclau เสนอคล้ายกันว่า การพูดถึง กลุ่มคน ที่จะเป็นอะไรก็ได้ของ Michael Hardt และ Antonio Negri นั้นพูดอย่างถึงที่สุดแล้วก็คือ การปฏิเสธแนวคิดเรื่องซับเจค หรืออย่างดีที่สุดก็คือ การทำให้การอธิบายการเกิดขึ้นของซับเจคเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ดู Ernesto Laclau, On Populist Reason (London and New York: Verso, 2005), p. 239-44. และดู Slavoj Zizek, In Defense of Lost Causes, p. 350-64.

[11] ข้อเสนอเรื่อง วิธี หรือ  mode นั้นได้รับอิทธิพลจาก Louis Althusser ซึ่งผู้นิยม Althusser เช่น Lazarus และ Badiou นำมาใช้ ซึ่งจะท้าทายข้อเสนอที่ว่า มีรูปแบบการต่อสู้ทางการเมืองแบบหนึ่งที่เป็นรูปแบบที่สากลและถูกต้องตลอดกาล ดู Sylvain  Lazarus, “Lenin and the Party, 1902-November 1917,” in Sebastian Budgen, Stathis Kouvelakis and Slavoj Zizek eds., Lenin Reloaded: Toward a Politics of Truth (Durham and London: Duke University Press, 2007), p. 255-68.; และบทที่ 2 ของ Alain Badiou, Metapolitics, tr. Jason Barker (London and New York: Verso, 2005), p. 26-57.

[12] ดูข้อถกเถียงเกี่ยวกับมโนทัศน์ dictatorship ได้ใน Hal Draper, Karl Marx’s Theory of Revolution Vol. 3: the Dictatorship of the Proletariat (New York: Monthly Review Press, 1977) และ Etienne Balibar, On the Dictatorship of the Proletariat (London: New Left Books, 1977)

[13] คำว่า การเมือง หมายถึง การสร้างความแตกหักแบบเด็ดขาดกับระบบระเบียบทางสังคมที่ค้ำจุนความไม่เท่าเทียมอยู่ ดู Alain Badiou, Metapolitics, tr. Jason Barker (London and New York: Verso, 2005) และ Slavoj Zizek, In Defense of Lost Causes (London and New York: Verso, 2008),

Permalink 2 ความเห็น

สันติวิธี/สันติภาพ vs ความรุนแรง/สงคราม

สิงหาคม 11, 2008 at 6:39 am (Uncategorized)

รัฐประหารนี้เป็นสันติวิธี เพราะไม่มีผู้ใดบาดเจ็บล้มตาย

 

                                                                    ชัยวัฒน์ สถาอานันท์[1]

 

           

                การพูดถึงความสูงส่ง/ความเป็นกลาง/ความท้าทายไม่ได้/ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเป็นเพียง มายาคติ หรือนิยายชวนฝันเท่านั้น เพราะกฎหมายเองไม่ได้วางอยู่บนฐานอะไร นอกจากความขาด หรือ รู ซึ่งเป็นข้อห้ามขั้นพื้นฐาน หรือ primordial Ground บางประการ เช่น เจ้าผู้ปกครอง หรือที่ใหญ่กว่านั้นคือ ระบบทุนนิยม ซึ่งอยู่ นอก เหนือ และ มาก่อน ตัวบทกฎหมาย แต่กลับไม่ถูกพูดถึง/ท้าทาย/รวมเข้าไว้ในกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งนั่นก็คือ อำนาจขององค์อธิปัตย์ ไม่ว่า องค์อธิปัตย์จะเป็นสถาบันกษัตริย์หรือประธานาธิบดี หรือแม้แต่ยุคสมัย (epoch) ที่อำนาจนั้นๆดำรงอยู่ เช่น ยุคทุนนิยม ที่กฎหมายทั้งหมดต้องไม่ท้าทายต่อกฎขั้นพื้นฐานที่สุดของยุคทุนนิยม นั่นก็คือ การถือครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (private property) ซึ่งเป็น the very primordial Ground หรือข้อห้ามขั้นพื้นฐานซึ่งให้กำเนิดกฎหมายและระเบียบของสังคมทั้งหมดที่ดำรงอยู่ในยุคสมัยหนึ่งๆ หลักการว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพใดๆก็ตามที่ถูกรับรองโดยกฎหมายจึงต้องไม่ละเมิดข้อห้ามขั้นพื้นฐานหรืออยู่นอกเหนือ primordial Ground เหล่านี้

 

 

อย่างที่กล่าวไปแล้ว ระเบียบของรัฐหรือระเบียบของสังคมการเมืองใดๆทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐแบบใดก็ตามล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจาก สงคราม (war) และความรุนแรง (violence) ทั้งสิ้น[2] แต่ภายใต้รัฐสมัยใหม่ ความรุนแรง และสงครามกลับเป็นสิ่งที่ถูกห้าม และถูกทำให้ขัดกับหลักนิติรัฐ รวมไปถึงขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับระเบียบการปกครองที่เรียกว่า ประชาธิปไตย คนธรรมดาๆหรือประชาชนของรัฐไม่สามารถที่จะประกาศสงครามหรือจับอาวุธมาสู้กับรัฐหรือฆ่ากันเองตามใจชอบได้

 

 

นี่คือที่มาของรัฐสมัยใหม่ตามความคิดของ Hobbes สงครามกลางเมืองเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายรัฐและความมั่นคงของรัฐ อันเนื่องมาจากสงครามสะท้อนถึงความไร้ระเบียบ หรือ วิกฤตที่คนในสังคมไม่ยอมรับระเบียบหรือพยายามละเมิด (transgression) ต่อข้อห้ามขั้นพื้นฐานที่ดำรงอยู่ และยิ่งไปกว่านั้น บ่อยครั้งที่สงครามกลางเมืองมักจะนำไปสู่การปฏิวัติ (revolution) ที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ซึ่งทำลายล้าง primordial Ground หรือ ข้อห้ามขั้นพื้นฐานของระเบียบทางการเมืองทั้งหมด ดังนั้นการจะรักษาระเบียบการปกครองของรัฐไว้ได้อย่างมั่นคง อำนาจในการประกาศใช้ความรุนแรงและสงครามจึงจำเป็นต้องถูกสงวนไว้สำหรับรัฐและองค์อธิปัตย์เท่านั้น ไม่ใช่คนทั่วๆไป

           

               

การผูกขาดการประกาศสงครามและการใช้ความรุนแรง (monopoly of violence) เป็นหัวใจของรัฐสมัยใหม่[3] การผูกขาดดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในการปกครองให้แก่รัฐ ดังที่ Poulantzas[4] ชี้ว่า ในความขัดแย้งและการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนายทุน กับ ชนชั้นกรรมาชีพในระบบทุนนิยมจะต้องถูกแก้ไขและระงับไม่ให้สามารถเกิดขึ้นได้ตามใจชอบหรืออย่างไม่สามารถควบคุมได้ หากแต่ต้องได้รับการตัดสินใจและกำหนดกรอบจากรัฐและกฎหมายของรัฐที่ถูกทำให้เชื่อว่ามี ความเป็นกลาง (neutrality) และปราศจากอคติทางชนชั้น

 

 

นอกจากที่การผูกขาดการใช้ความรุนแรงไว้ที่รัฐจะเป็นการให้อำนาจแก่รัฐทุนนิยมในการใช้ความรุนแรงเพื่อปราบปรามชนชั้นกรรมาชีพแล้ว โดยสรุปแล้ว การผูกขาดฯเป็นเครื่องรับรองว่า ความขัดแย้งทุกประเภทที่เกิดขึ้นภายในรัฐประชาชาติจะไม่นำไปสู่สงครามกลางเมืองหรือการปฏิวัติซึ่งล้มทำลายระเบียบหรือกฎของพ่อซึ่งเป็นระเบียบเดิมที่ปกครองอยู่ได้

 

 

            อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐจะจำกัดการใช้ความรุนแรงไว้กับรัฐและกลไกรัฐ แต่ความรุนแรงและสงครามในศตวรรษที่ 20 กลับมิได้ลดน้อยลงภายใต้กรอบของรัฐประชาชาติอย่างที่คาดหวัง หากแต่สงครามและความรุนแรงกลับเพิ่มสูงขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง สงครามเวียดนาม สงครามอิรัก สงครามต่อต้านการก่อการร้าย สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการใช้ความรุนแรงของรัฐประชาชาติที่ทำต่อพลเมืองของตนเอง

 

 

ภายใต้รัฐประชาชาติและระบบทุนนิยม สงครามและความรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน[5]กลับถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่ อปกติ ที่คนธรรมดาๆไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้ตัดสินใจกระทำ (active) แต่สงครามและการใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องของรัฐและผู้นำเท่านั้นที่จะตัดสินใจ ยิ่งเทคโนโลยีในการทำสงครามถูกพัฒนามากไปเท่าไร ประชาชนยิ่งกลายมาเป็นแค่ผู้เฝ้ามอง (spectacle) อย่างเงียบๆ[6] หรืออย่างดีที่สุดก็เป็นผู้ถูกกระทำ/เหยื่อ (passive/victims) ที่รัฐเป็นผู้ควบคุมตัดสินและกำหนดความเป็นความตายให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

 

 

นั่นหมายความว่า ในขณะที่รัฐผูกขาดการประกาศสงครามในรูปแบบและขนาดต่างๆ การทำสงครามระหว่าง ประชาชน กับ รัฐ หรือที่เรียกว่า สงครามทางชนชั้น (class war) ซึ่งเกิดขึ้นภายในรัฐประชาชาติหนึ่งๆกลับมีสถานะเป็นสิ่งที่ถูกห้ามและไม่มีความชอบธรรม มิพักจะต้องพูดถึงการพาดพิงในทางลบ/หมิ่น/วิพากษ์วิจารณ์องค์อธิปัตย์ของรัฐหนึ่งๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะพิจารณาจากกฎหมายลายลักษณ์อักษรหรือจากรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของสังคมหนึ่งๆก็ตามที

 

 

ดังนั้น ภายใต้ระเบียบของรัฐสมัยใหม่ที่เน้นความสงบภายใน ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะชนชั้นล่างจะต้องไม่ถืออาวุธหรือถ้าจะมีก็ต้องเป็นอาวุธที่ไม่เพียงพอให้เกิดการท้าทาย/ทำลายระเบียบขั้นพื้นฐานของสังคมการเมืองที่ดำรงอยู่ได้ การถืออาวุธหรือความรุนแรงจึงเป็นสิ่งที่ถูกผูกขาดไว้ในมือของคนส่วนน้อยเท่านั้น คือ กลไกของรัฐหรือกลุ่มคนที่จงรักภักดีต่ออำนาจรัฐ[7] ไม่ว่าจะเป็น คุก ศาล ทหาร และตำรวจ ที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลระเบียบของสังคม

 

นี่คือเหตุผลที่ Lenin กล่าวไว้ในหนังสือ รัฐกับการปฏิวัติ ว่า ภารกิจแรกๆภายหลังการปฏิวัติก็คือ การปลดอาวุธจากคนส่วนน้อย นั่นก็คือทหารและตำรวจ โดยจะต้องเร่งรีบแจกอาวุธให้กับคนทุกคนถืออาวุธ ซึ่งจะยังผลให้เกิดการทำลายการผูกขาดการใช้ความรุนแรงโดยคนส่วนน้อยและรัฐโดยทันที และนี่คือ บทเรียนของคอมมูนปารีสที่การไม่ยอมยึดอำนาจรัฐและทำลายกลไกรัฐของกรรมกรปารีสได้นำไปสู่หายนะและความพ่ายแพ้ในที่สุด[8]

 

 

ถ้าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นจากทุกกลุ่มทุกชนชั้นในสังคมแล้ว จุดยืนที่มีต่อความรุนแรงจะเป็นจุดยืนเชิงสัมพัทธ์ หากมองจากมุมมองของรัฐหรือองค์อธิปัตย์ที่ดำรงอยู่ (the existing order) การใช้ความรุนแรงเพื่อล้มระเบียบเดิมและสร้างระเบียบใหม่ก็มิใข่อะไรอื่น นอกเสียจากจะเป็นอาชญากรรม (crime) หรือ การก่อการร้าย (terrorism) แต่เมื่อใดที่ระเบียบเก่าถูกล้มทำลายไป และระเบียบใหม่ถูกสถาปนาในฐานะระเบียบหลักของสังคมแล้ว ความรุนแรงซึ่งให้กำเนิดระเบียบใหม่เหล่านั้นจะกลายมาเป็นความรุนแรงอันศักดิ์สิทธิ์ (divine violence) ที่ถูกเข้าใจในฐานะที่เป็นความรุนแรงหรืออำนาจที่ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ไปสู่เสรีภาพโดยทันที[9]   

 

 

ในแง่นี้การโต้แย้งกับแนวคิดสันติวิธีที่ต่อต้านความรุนแรงและสงครามทุกรูปแบบเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม สำหรับปัญญาชนสันติวิธี ปัญหาหลักของความขัดแย้งทางการเมือง คือ การที่สังคมการเมืองขาด ความอดทนอดกลั้น (tolerance) ต่อความแตกต่างหลากหลาย (difference) ซึ่งต้องแก้ไขโดยการสร้างไว้วางใจและการเคารพต่อความแตกต่างหลากหลายขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา

 

 

แต่สำหรับปัญญาชนฝ่ายซ้ายอย่าง Zizek การหมกมุ่นกับความอดกลั้นและความไม่อดกลั้นต่อความหลากหลายในตัวมันเองเป็นการเบี่ยงเบนและกลบเกลื่อนประเด็นหลักของระบบการเมืองและเศรษฐกิจในปัจจุบัน นั่นคือ ความไม่เท่าเทียม และการกดขี่ขูดรีด[10] ซึ่งเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันภายใต้ระบบทุนนิยม หรือที่เรียกว่า ความรุนแรงเชิงระบบ (systemic violence) [11] เช่น ความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยม และ/หรือการปกครองแบบป่าเถื่อนขององค์อธิปัตย์  

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น ทรรศนะแบบสันติวิธีและแนวคิดพหุวัฒนธรรมที่แพร่หลายในหมู่นักเคลื่อนไหวทางสังคมหรือพวกฝ่ายซ้ายเองกลับไม่ได้เป็นทางเลือกที่มีต่อฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่กลับตอกย้ำความเชื่อของพวกอนุรักษ์นิยมเองเกี่ยวกับ การปะทะกันของอารยะธรรมต่างๆ (the clash of civilizations) ที่เสนอโดย Samuel P. Huntington และความคิดเรื่องความสามัคคีและความไว้วางใจกันในสังคม ซึ่งเป็นข้อเสนอหลักของพวกอนุรักษ์นิยมเอง[12]

 

 

การเมืองแบบพหุวัฒนธรรมได้ทำราวกับว่า การปะทะกันของอารยะธรรมต่างๆมีสถานะที่เป็นความจริงทางประวัติศาสตร์ที่ต้องการการแก้ไขด่วนจากการเมืองที่เน้นการสร้างความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลายในทุกๆมิติ แต่แนวคิดสันติวิธีและแนวคิดพหุวัฒนธรรมกลับมิได้พูดถึงหรือให้ความสำคัญกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากระบบหรือเกิดขึ้นจากอำนาจองค์อธิปัตย์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดที่แท้จริงของความรุนแรงและความเลวร้ายทั้งปวง

 

 

นอกจากนี้ ข้อเสนอเกี่ยวกับความจำเป็นของความรุนแรงและสงครามในฐานะที่เป็นกำเนิด การคงรักษา และการเปลี่ยนแปลงระเบียบทางการเมืองทั้งปวง ไม่ว่าจะกระทำโดยชนชั้นปกครองเดิม เช่น การรัฐประหาร หรือที่กระทำโดยมวลชนคนส่วนใหญ่ เช่น การปฏิวัติ ช่วยให้เราทำความเข้าใจได้ว่า ทำไมการเมืองแบบสันติวิธีและพวกรักสันติภาพ (Pacifisms) จึงเป็นการหลอกตัวเองหรือพูดถึงในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยในขณะที่นักสันติวิธีเหล่านี้บอกว่าตนเองต่อต้านความรุนแรง พวกเขามิได้ต่อต้านความรุนแรงที่รัฐหรือระบบทุนนิยมกระทำต่อประชาชน แต่พวกเขามักจะต่อต้านความรุนแรงที่ประชาชนใช้ต่อสู้กับรัฐมากกว่า ซึ่งเราจะเห็นมุมมองเช่นนี้ได้ทั่วไปในการเมืองปัจจุบัน เช่น การประณามชาวปาเลสไตน์ที่จับอาวุธสู้กับรัฐบาลอิสราเอล หรือกรณีของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของปัญญาชนเสรีนิยมผู้รักสันติภาพทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับปัญญาชนเสรีนิยมจำนวนมากที่รังเกียจความรุนแรง รัฐประหารกลับเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นเรื่องของการสร้างสันติภาพในสังคม

 

 

ในแง่นี้ ถ้าพูดในภาษาของ Karl Marx การเมืองแบบสันติวิธีและการเมืองแบบพหุวัฒนธรรมที่ปฏิเสธความรุนแรงและสงครามซึ่งเป็นความคิดที่แพร่หลายในหมู่ปัญญาชนสาธารณะจำนวนมากจึงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากจะเป็นยาฝิ่นหรือที่ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวว่า เป็นเรื่องของ

 

 

““การ “มอมเมา” หรือหลอกคน” อยู่ในตัว ในเชิงละเว้นไม่ยอมพูดบางเรื่องอย่างถึงราก” (radical exception) เพราะแท้จริงแล้วคุณไม่กล้าที่จะ “พูดสันติวิธี” กับบางพวกที่ใช้ความรุนแรงทีสำคัญจริงๆ[เน้นตัวเข้มตามต้นฉบับ-ผู้เขียน]”[13]  

 

 

ซึ่งในที่สุดนำไปสู่การทำให้ชนชั้นล่างไม่ต่อสู้กับระบบหรืออำนาจอธิปัตย์ที่ดำรงอยู่และกดขี่ขูดรีดคนส่วนใหญ่อยู่จริงต่อหน้าต่อตา นั่นก็หมายความว่า การเมืองที่เรียกตัวเองว่ากระแสรอง เหล่านี้จะไม่มีทางไปไกลกว่าการยอมรับ primordial Ground ที่ดำรงอยู่ไม่ว่าจะเป็นการดำรงอยู่ของอำนาจของพ่อ/องค์อธิปัตย์ และการดำรงอยู่ของความสัมพันธ์ทาง(สังคมของ)การผลิตของยุคสมัย ซึ่งเป็นตัวปัญหาที่แท้จริงของโลกปัจจุบัน 



[1] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, “อริสโตเติลกับรัฐประหาร ’19 กันยา’,”รัฐประหาร 19 กันยา (กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, 2550), น. 157.

[2] ดู Michel Foucault, Society Must Be Defended, tr. David Macey (London: Allen Lane The Penguin Press, 2003)

[3] ดูการอภิปรายประเด็นเหล่านี้ใน ธเนศ วงศ์ยานนาวา, ความลักลั่นของสภาวะสมัยใหม่: สงครามในการควบคุมรัฐและรัฐในการควบคุมสงคราม, เอกสารประกอบคำบรรยายสำหรับนิสิตปริญญาตรี วิชารัฐและสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 และปรับปรุงเพิ่มเติมสำหรับการบรรยายในวันที่ 6 กันยายน 2545.

[4] Nicos Poulantzas, State, Power, Socialism, p. 82.

[5] ผู้เขียนนึกถึงกรณีของ โชติศักดิ์ อ่อนสูง ซึ่งโดนทำร้ายร่างกายในโรงภาพยนตร์ด้วยข้อหาไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญ

[6] ดูการอภิปรายประเด็นเหล่านี้ใน Paul Virilio, War and Cinema: The Logistics of Perception (London and New York: Verso, 1989) และดูมโนทัศน์ spectacle ได้ใน Guy Debord, Society of the Spectacle (Detroit: Black & Red, 2005)

[7] ในกรณี 3 จังหวัดภาคใต้ รัฐไทยแจกอาวุธให้กับคนพุทธใช้ในการต่อสู้ป้องกันตัว การผูกขาดการถืออาวุธจึงไม่ใช่จำกัดอยู่ที่กลไกที่เป็นทางการของรัฐเท่านั้น แต่กลุ่มคนที่รัฐต้องการใช้เป็นตัวแทนรัฐ เช่น กรณีลูกเสือชาวบ้านในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือแม้แต่เจ้าพ่อท้องถิ่นก็สามารถถืออาวุธหรือใช้ความรุนแรงได้

[8] วี ไอ เลนิน, รัฐกับการปฏิวัติ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นกฮูก, ไม่ปรากฏปีพิมพ์)

[9] Jodi Dean, Zizek’s Politics (New York and London: Routledge, 2006), p. 139.

[10] Slavoj Zizek, Violence: Six Sideways Reflections (New York: Picardo, 2008), p. 140.

[11] ดู Slavoj Zizek, Violence: Six Sideways Reflections (New York: Picardo, 2008),

[12] ชนชั้นปกครองไทยนิยมพูดเรื่อง ความสามัคคีรวมไปถึงปัญญาชนเสรีนิยมอย่าง ประเวศ วะสี และ ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ เป็นต้น ซึ่งอ้างว่าตนเองเป็นนักสันติวิธีและนักประชาธิปไตยตัวยง  แต่คนเหล่านี้ให้การสนับสนุนการทำรัฐประหาร พร้อมๆกับอ้างว่า รัฐประหารจะนำมาซึ่งสันติภาพ ความสามัคคี และความไว้วางใจของคนในสังคม ชัยวัฒน์ เองก็นิยมอ้างงานของปัญญาชนอนุรักษ์นิยมอย่าง Francis Fukuyama ชี้ให้เห็นความสำคัญของ ความไว้วางใจ” (trust) ใน Francis Fukuyama, Trust: The Social Virtues and the Creation of Prosperity (New York: Free Press, 1995)

[13] http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/10-20-ngo-concepts-concepts-sexual.html (เข้าดูวันที่ 7 สิงหาคม 2551)

 

 

 

 

 

Permalink ให้ความเห็น

“รู” of law

สิงหาคม 9, 2008 at 5:01 am (Uncategorized)

            ภายใต้สภาวะสมัยใหม่หรือรัฐสมัยใหม่ ความมีเหตุผล (rationality) ได้กลายมาเป็นรากฐานของความชอบธรรมของทุกสิ่ง โดยเฉพาะความชอบธรรมของระเบียบและอำนาจทางการเมือง หลักการสำคัญของรัฐสมัยใหม่ที่เรียกว่า นิติรัฐ หรือ rule of law จึงกลายมามีความสำคัญอย่างที่สุดที่ใช้ในการปกครอง ตัวอย่างที่ดีก็คือ กฎหมายหรือคำตัดสินของศาลได้กลายมาเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นความยุติธรรมในตัวเอง หากผู้ใดวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลก็จะถูกกล่าวหาว่า ดูหมิ่นศาล เป็นต้น

            ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้การปกครองของรัฐสมัยใหม่ ประชาชนจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ ทุกคนจะต้องถูกทำเสมือนว่า (supposed to know) เข้าใจและรู้กฎหมายในทุกมาตรา โดยจะอ้างว่าที่ละเมิดกฎหมายเพราะไม่รู้ไม่ได้ กฎหมายในทรรศนะของเสรีนิยมประชาธิปไตยดังกล่าวนี้จึงมีความเป็นกลาง ยุติธรรม และสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง (in-itself) มากกว่าที่จะถูกรับรองหรือเสริมความชอบธรรมจากอะไรที่อยู่ เหนือ หรือ นอก ตัวบทกฎหมายเอง   

 

            สิ่งที่เรียกกันว่า นิติรัฐ หรือ rule of law จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีจริงและเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรก นิติรัฐจึงเป็นเพียงระเบียบที่ถูกสร้างขึ้นมาปกครองของรัฐซึ่งต้องอาศัยอำนาจที่อยู่ เหนือ หรือ นอก นั่นก็คือ อำนาจของพ่อมาเป็นจุดอ้างอิงอีกที นิยายชวนฝันว่าด้วยกำเนิดของพ่อและระเบียบของพ่อ หรือกำเนิดของรัฐนั้นจึงมีความสำคัญอย่างมากในการทำหน้าที่ปกปิด รู หรือ ความขาด หรือความล้มเหลวของตัวบทกฎหมายที่ไม่สามารถสมบูรณ์หรือจบสิ้นภายในตัวมันเอง แต่ต้องอาศัยการรับรองและหนุนเสริมขององค์อธิปัตย์ซึ่งมาพร้อมกับการใช้ความรุนแรงอีกที ความขาด หรือ รู ที่ถูกเติมเต็มโดยองค์อธิปัตย์จึงไม่ได้อยู่ นอก (outside) จากกฎระเบียบทั้งหมด แต่เป็นพื้นที่ ระหว่าง (threshold) ข้างในและข้างนอก[1]

           รูโหว่ ซึ่งเป็นที่สถิตขององค์อธิปัตย์จึงสะท้อน ความขาด ความล้มเหลว และความไม่สมบูรณ์ของกฎหมายเอง กล่าวให้ชัดแล้ว ความไม่สมบูรณ์ดังกล่าวก็คือ ความเป็นไปไม่ได้ (impossibility) ของสิ่งที่เรียกกันว่า นิติรัฐ (rule of law) หรือ รัฐที่วางอยู่บนกฎหมาย (Rechtsstaat) โดยตัวของมันเอง นิติรัฐ หรือ RULE of law จึงไม่ได้ดำรงอยู่ด้วยตัวของมันเอง แต่ถูกรับรอง/รองรับ และในด้านหนึ่งก็ถูกจำกัดไว้โดย ความขาด หรือ รู นั่นก็คือ อำนาจขององค์อธิปัตย์มากกว่า

             Nicos Poulantzas ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างถูกต้องว่า หลักการว่าด้วยความเท่ากันต่อหน้ากฎหมายในฐานะที่เป็นหลักการพื้นฐานที่รองรับความชอบธรรมและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลภายใต้รัฐทุนนิยมสมัยใหม่นั้น จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมันวางอยู่บน เงื่อนไขที่เขาเหล่านั้น [ประชาชน-ผู้เขียน]เป็น/กลายมาเป็นกระฎุมพี[2] เท่านั้น

            

            นั่นหมายความว่า หลักการว่าด้วยความเท่ากันต่อหน้ากฎหมายดังกล่าวเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และไม่มีวันเป็นไปได้อย่างสิ้นเชิงในโลกของความเป็นจริงภายใต้ระบบทุนนิยม เพราะตราบใดที่คนทุกคนภายใต้ระบบทุนนิยมหรือรัฐประชาชาติไม่สามารถกลายมาเป็นกระฎุมพีทั้งใหญ่และน้อยได้ นั่นก็หมายความว่า พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่สามารถมีความเท่ากันกับคนอื่นหรือชนชั้นอื่นได้  

              ดังนั้น อำนาจตุลาการ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของอำนาจอธิปไตยตามหลักการแบ่งแยกอำนาจของแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย (liberal democracy) ที่แสดงออกผ่าน ศาลยุติธรรม ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลฎีกา ฯลฯ จึงไม่ได้มีสาระแก่นสารหรือมีฐานของการอ้างอิงอะไร นอกเหนือจาก ความกลวงเปล่า/ความขาด/รู ที่ไม่สามารถตั้งคำถามได้/ท้าทายไม่ได้/เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

             โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมการเมืองที่อำนาจตุลาการเป็นฐานที่มั่นขององค์อธิปัตย์ การท้าทายต่อศาลและคำตัดสินของศาลของประชาชนจึงเป็นการท้าทายและตั้งคำถามกับอำนาจและการดำรงอยู่ขององค์อธิปัตย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดองค์อธิปัตย์เลือกที่จะระงับ/ทำลาย/ยุบสถาบันทางการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะสถาบันที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น รัฐสภา รัฐบาล พรรคการเมือง ฯลฯ ผ่านอำนาจของศาลที่ถูกทำให้ตั้งคำถามไม่ได้/ท้าทายไม่ได้แต่แรก

              กฎของพ่อจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมันถูกดึงเข้ามาไว้ภายใน (domestication) ในฐานะที่เป็นระเบียบและวินัย (order and discipline) ที่ซับเจคใช้ในการควบคุมตนเองและห้ามตนเอง (self-censorship/self-prohibition)[3] มากกว่าที่จะถูกห้ามโดยกฎหมายที่เป็นตัวบท (text) นั่นหมายความว่า ภายใต้การปกครองของพ่อและกฎของพ่อที่การใช้อำนาจของพ่อถูกรับรู้ในฐานะที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม การเรียกร้องหาพ่อของลูกๆทั้งหลายจึงเป็นสามัญสำนึก (common sense) ของคนจำนวนมากที่ถูกปกครอง

             พ่อจึงไม่ใช่อำนาจที่กดบังคับจากภายนอก แต่พ่อทำงานจากความยินยอมพร้อมใจจากภายในชีวิตและจิตใจของคนธรรมดาๆในสังคมมากกว่า เช่นเดียวกับการบุกฆ่านักศึกษาประชาชนโดยลูกเสือชาวบ้านในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ประชาชนส่วนหนึ่งกลายมาเป็นรัฐและส่วนหนึ่งของรัฐและทำหน้าที่แทนรัฐและเจ้าผู้ปกครองในการประหัตประหารคนที่ต่อต้านรัฐและอำนาจรัฐเสียเอง อำนาจของพ่อที่ถูกดึงเข้ามาอยู่ภายในซับเจคจึงเป็นดังที่ ธงชัย วินิจจะกูล กล่าวว่า

 

อำนาจควบคุมบงการชนิดนี้มักไม่ได้อาศัย ตำรวจ ทหาร ศาล หรือโรงเรียน หรือส่งเจ้าหน้าที่มาควบคุมอยู่ทุกหัวมุมถนน แต่มีพลเมืองดีทุกหัวระแหงที่พร้อมจะทำตัวเป็นผู้จงรักภักดีต่อรัฐ เข้าลงมือ และใช้อำนาจต่อผู้ที่ละเมิดเสียเองโดยไม่ต้องอาศัยกลไกรัฐเลย ประชาชนด้วยกันนี่แหละกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐไปด้วยแล้ว[4]


[1] ดูการอภิปรายประเด็น ข้างนอก (outside) และ ข้างใน (inside) ใน Michael Hardt and Antonio Negri, Empire (Cambridge: Harvard University Press, 2000), p. 67-204; Giorgio Agamben, Homo Sacer: Sovereign Power and Bare Life (Stanford: Stanford University Press, 1998)

[2] “on condition that he is or becomes a bourgeois” ใน Nicos Poulantzas, State, Power, Socialism (London and New York: Verso, 1980), p.90.

[3] Nicos Poulantzas, State, Power, Socialism (London and New York: Verso, 1980), p. 77-8.

[4] ธงชัย วินิจจะกูล, ปาฐกถาพิเศษ เสื้อเหลือง กับอนาคตของการศึกษาเรื่อง รัฐ’” จัดโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, วันที่ 30 มีนาคม 2550 ดู http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=7752&Key=HilightNews (เข้าดูวันที่ 9 สิงหาคม 2551)

 

 

 

Permalink 3 ความเห็น

ว่าด้วย สถานะของพ่อและกฎของพ่อ

มิถุนายน 23, 2008 at 4:50 am (จิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis), Uncategorized)

    “การตอกย้ำสถานะใดสถานะหนึ่งทางศาสนาของผู้ปกครอง
    จึงเป็นเรื่องที่จะให้ความมั่นคงกับลูกๆ ที่มักจะทำตัวเป็น ‘คนขาดพ่อ’ (ประหนึ่งเด็กกำพร้า)
    ด้วยสถานะที่ไม่มั่นคงจึงต้องเรียกหาพ่ออยู่ตลอดเวลา
    การร้องเรียกดังกล่าวจึงทำให้สถานะของการเป็นลูกที่ไม่รู้จักโตคือสถานะที่ถาวร”
    ธเนศ วงศ์ยานนาวา[1]

    ในทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud นั้น ข้อห้าม (taboo) แรกสุดที่เด็กถูกห้ามก็คือ ห้ามร่วมเพศกับแม่หรือพ่อผู้ให้กำเนิด (incest) นั้น เกิดขึ้นพร้อมๆกับการเข้าสู่โลกของระเบียบสัญลักษณ์ (symbolic order) ของเด็กทารก ทารกจะถูกสอนให้รู้ว่า ความปรารถนาทางเพศต่อแม่ของตนเองเป็นสิ่งผิดปกติ และการเคารพเชื่อฟังพ่อเป็นเรื่องที่จะทำให้เขาอยู่ในสังคมได้ การพร่ำสอนถึงความผิดปกติของการร่วมเพศกับมารดาของตนเองนั้นได้ปรากฏอยู่ทั่วไปในตำนานพื้นบ้านในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก เช่น ตำนานของกษัตริย์โอดิปุส (Oedipus) ผู้ฆ่าพ่อของตนเองและเอาแม่เป็นเมีย หรือตำนานของพระยากง พระยาพาน ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน เป็นต้น

    “แม่” ในความคิดของ Freud มีสถานะเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์ แต่มนุษย์ถูกพรากจากแม่จนไม่มีวันกลับไปหาได้อีกต่อไป ส่วน “พ่อ” นั้น เป็นสถานะของกฎระเบียบ (Law of the Father) ไม่ว่าจะเป็นภาษา สัญลักษณ์ หรือแม้แต่ระเบียบทางการสังคมเมือง ที่สร้าง “ข้อห้าม” ซึ่งกีดกันความปรารถนาดั้งเดิมของมนุษย์ที่มีต่อร่างกายของแม่ มาสู่สภาวะของความเป็นมนุษย์ผู้อยู่ในระบบระเบียบของภาษา สัญลักษณ์ และศีลธรรม การกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของโลกของระเบียบสัญลักษณ์ ด้านหนึ่งมันกลายเป็นคุกที่กักขังมนุษย์เอาไว้ไม่ให้กลับไปสู่สภาพดั้งเดิม แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็ทำให้มนุษย์สามารถหาความบันเทิงใจ (enjoyment) (และในหลายๆครั้งก็ทำให้อุ่นใจเมื่อเผชิญกับสภาพที่หาคำตอบไม่ได้) ภายในโลกของระเบียบสัญลักษณ์ได้[2]

    การที่พ่อและกฎของพ่อเป็นผู้พรากเด็กจากสภาพที่มีอิสรเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ทำให้สถานะพ่อและกฎของพ่อเป็นเรื่องของการใช้ความรุนแรงและการควบคุม (ในสายตาของเด็ก) พ่อจึงมีสถานะเป็นทั้งผู้ควบคุม ผู้มีทั้งพระเดชและพระคุณ และก็เป็นปฏิปักษ์กับลูกในเวลาเดียวกัน สถานะของพ่อจึงต้องถูกยกระดับให้มีความศักดิ์สิทธิ์และชอบธรรมในการปกครองลูก

    การที่จะทำให้พ่อและกฎของพ่อกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีความชอบธรรมได้นั้น มันจึงจำเป็นต้องมีสิ่งที่ Jacques Lacan เรียกว่า Primordial Fantasy[3] หรือนิยายชวนฝันเกี่ยวกับกำเนิดของพ่อ (ในอีกด้านก็คือ กำเนิดของตัวเราเองในโลกของระเบียบสัญลักษณ์) ความปรารถนาใคร่รู้กำเนิดของตัวเองนี้เป็นความปรารถนาขั้นพื้นฐานที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์อันจะเป็นไปเพื่อยืนยันการดำรงอยู่ของตัวมนุษย์เอง และในด้านหนึ่งที่สำคัญก็เป็นเครื่องช่วยบอกที่มาและที่ไป ไม่ว่าจะในโลกหน้าหรือโลกนี้ให้แก่มนุษย์ผู้ซึ่งขาดความมั่นใจหลังจากที่ถูกพรากจากอกแม่ด้วย[4] ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุที่กำเนิดที่แท้จริงของกฎของพ่อและของตัวมนุษย์เองเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเกินไปจนไม่สามารถผนวกเข้ามาได้ในระเบียบสัญลักษณ์หรือกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมได้ การเล่าเรื่องเกี่ยวกับพ่อเสียใหม่ในแบบแฟนตาซีจึงเป็นทางออกเดียวที่เราจะพูดถึงกำเนิดของตัวเราได้แบบอบอุ่นใจ

    เช่นเดียวกัน การเกิดขึ้นของระเบียบของสังคมและการเมืองก็คือการดึงมนุษย์ออกจากสภาวธรรมชาติ (state of nature) ในแบบที่ Thomas Hobbes พูดถึงใน Leviathan ผ่านการสร้าง กฎระเบียบและรัฐที่อำนาจสูงสุดอยู่ในมือขององค์อธิปัตย์ (sovereignty) อาจกล่าวได้ว่า ระเบียบทางสังคมการเมืองทุกประเภทนั้นล้วนกำเนิดมาจากพ่อและกฎของพ่อทั้งสิ้น การพูดถึงระเบียบทางสังคมและการเมืองในลักษณะที่เป็นกลางและปราศจากการกดบังคับและการกีดกันจึงเป็นเพียงมายาคติหรือนิยายชวนฝันเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น กำเนิดที่แท้จริงของพ่อและตัวตนของพ่อจึงมักจะเป็น “สิ่งที่ถูกห้าม” ไม่ให้พูดถึงหรือตั้งคำถามในลักษณะที่ “นอกเหนือ” ไปจากเรื่องเล่าชวนฝันที่ได้บรรจงสร้างขึ้นมาพร้อมๆกับการกลายมาเป็นรัฐาธิปัตย์ของพ่อ ด้วยสถานะของพ่อและกฎของพ่อที่อยู่ “เหนือ” การเมืองและกติกาทางการเมือง สถานะของพ่อหรือกฎของพ่อจึงไม่จำเป็นบรรจุเอาไว้ในกฎหมาย เช่น รัฐธรรมนูญ แต่สถานะของพ่อเป็นสิ่งที่รู้กัน หรือที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่าเป็น รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ที่ทุกคนยอมรับและรับรู้กัน โดยที่ไม่ต้องเขียนหรือพูดออกมามากกว่า

    ยิ่งไปกว่านั้น เสียง (voice) ของพ่อก็ต้องเป็นเสียงศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็ไม่ใช่ภาษาทั่วไปที่คนธรรมดาจะเข้าใจ เช่น ในชนเผ่า Mosi ที่ผู้นำของเผ่าจะพูดคนละภาษากับคนอื่นๆในเผ่า คำพูดหรือสรรพเสียงของผู้นำจะต้องถูกนำมาแปลความหมายและตีความอีกทีจากผู้รู้ของเผ่าเพื่อให้คนธรรมดาๆสามารถเข้าใจความหมายที่ผู้นำต้องการสื่อสารได้ การที่ผู้นำหรือองค์อธิปัตย์พูดในอีกภาษาหนึ่งหรือการเปล่งเสียงที่ปราศจากความหมาย (pure voice without signification) นั้น ยิ่งทำให้องค์อธิปัตย์มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น คำพูดขององค์อธิปัตย์จะกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องตีความและทำความเข้าใจ หรือในบางครั้งก็บ่งบอกถึงการเชื่อมโยงกับเทพเจ้า ที่ไม่ใช้ภาษาของมนุษย์[5] การที่พ่อมีคุณสมบัติที่พิเศษและ “เหนือ” จากคนทั่วไป พ่อและกฎของพ่อจึงนำมาทั้งความน่ากลัวและความอุ่นใจในเวลาเดียวกัน

    อำนาจของพ่อจึงเป็นทั้งพระเดชและพระคุณ ที่ต้องดูเคร่งขรึม ศักดิ์สิทธิ์ เต็มเปี่ยมด้วยศีลธรรม สูงส่ง และเมตตาไปพร้อมๆกัน ในสภาพที่ระเบียบทางสังคมและการเมืองที่พ่อเป็นใหญ่ถูกสั่นคลอนไม่ว่าจากอะไรก็ตาม การเรียกร้องหาพ่อและการปกป้องคุ้มครองจากพ่อก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ดังเช่น การเรียกร้องหาแต่พ่อของคนกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปลายปี 2548

    หากกล่าวในภาษาของ Carl Schmitt สถานะทางการเมืองของพ่อนั้นก็คือ “ผู้ที่ตัดสินใจในสภาวะยกเว้น” หรือ ในภาษาของ Walter Benjamin ก็คือ การใช้ “ความรุนแรงอันศักดิ์สิทธิ์” (divine violence) ซึ่งเป็นอำนาจในการตัดสินใจสร้างระเบียบพื้นฐานของการเมือง พ่อในฐานะผู้สร้าง (หรืองดเว้น/ระงับ/ทำลาย) ระเบียบการเมืองจึงมีสถานที่อยู่ “เหนือ” หรือ “นอก” จากตัวกฎระเบียบหรือกฎหมาย ไม่ใช่สภาวะที่อยู่ภายใต้กฎหมายหรือแม้แต่รัฐธรรมนูญอย่างที่เข้าใจกัน พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ การที่พ่ออยู่ “เหนือและนอก” ตัวบทกฎหมาย (letter) พ่อจึงสามารถฉีก/ทำลาย/แทรกแซง/ระงับระเบียบเดิม และสร้างระเบียบใหม่ๆได้เสมอ ไม่ว่าจะผ่านการทำรัฐประหาร หรือ การประกาศกฎอัยการศึก ก็ตาม[6]

    การเข้ามาของพ่อในสภาวะวิกฤต เช่น รัฐประหาร นั้น ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนที่สร้างระเบียบใหม่อย่างแท้จริง แต่การแทรกแซงของพ่อนั้นเป็นไปเพื่อรักษาระเบียบและรากฐานของระเบียบที่พ่อยังเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดอยู่เช่นเดิม การเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนหรือที่เรียกว่า “การปฏิวัติ” ที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเพื่อสร้างระเบียบใหม่และซับเจคใหม่ทั้งหมดนั้นต้องเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของมวลชนจากข้างล่างเท่านั้น

    นั่นก็หมายความว่า เหล่าลูกๆจะต้องปฏิเสธสถานะของความเป็นลูกของตนเอง โดยต้องยอมรับการไม่มีอยู่จริงของกฎของพ่อ เพื่อที่ในท้ายที่สุดเหล่าลูกๆที่กลายเป็นอิสระจะกระทำปิตุฆาต เฉกเช่นเดียวกับกษัตริย์โอดิปุสในตำนาน

    ——————————————————————————–

    [1] “บทบรรณาธิการ,” รัฐศาสตร์สาร, ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2550)

    [2] ดูการอธิบายว่า ทำไมเด็กถึงต้องแสวงหาความบันเทิงใจด้วยการเข้าไปอยู่ภายใต้กฎของพ่อใน Slavoj Zizek, “Re-visioning ‘Lacanian’ Social Criticism: the Law and Its Obscene Double,” in Interrogating the Real (London and New York: Continuum, 2006), p. 262-82.

    [3] แม้จนกระทั่งในปัจจุบัน เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “กำเนิด” ของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะกำเนิดของมนุษย์นั้นก็ยังคงเป็นเรื่องชวนฝันให้ผู้คนติดตาม ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์เช่น ชีววิทยา ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ และศาสนา ที่ต่างก็พยายามหาคำตอบและอธิบายการกำเนิดของโลกและมนุษย์ด้วยกันทั้งนั้น ดู Slavoj Zizek, “Re-visioning ‘Lacanian’ Social Criticism: the Law and Its Obscene Double,” in Interrogating the Real (London and New York: Continuum, 2006), p. 280.

    [4] ดูการอภิปรายถึงความปรารถนา “ความต่อเนื่อง” (continuity) ของมนุษย์ได้ใน Georges Bataille, “Introduction,” Erotocism (Harmondsworth: Penguin Books, 2001), p. 11-25.

    [5] ดู Mladen Dolar, A Voice and Nothing More (Cambridge: MIT Press, 2006), p. 114.

    [6] ดูการอภิปรายประเด็นเหล่านี้ในภาษาไทยได้ใน เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, “ความคิดทางการเมืองของ Giorgio Agamben: ว่าด้วย ชีวิตที่เปลือยเปล่า องค์อธิปัตย์ในสภาวะสมัยใหม่ และการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด,” รัฐศาสตร์สาร, ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2550), น. 91-124

    Permalink 1 ความเห็น

บันทึกเกี่ยวกับ Slavoj Zizek

พฤษภาคม 13, 2008 at 9:06 am (จิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis))

เนื้อหาด้านล่างนี้ ผมนำมาจากการตอบโต้หรือสนทนาของผมเองในเวปบอร์ดแห่งหนึ่ง โดยไม่ได้เรียบเรียง แก้ไขหรือเพิ่มเติม ดังนั้นมันจึงมีลักษณะไม่ปะติดปะต่อ แต่สามารถพูดรวมๆได้ว่า เกี่ยวกับ ความคิดทางการเมืองของ Zizek ซึ่งอยู่ในความสนใจของผมเองในปัจจุบัน
—————————————————————————————–
1. Z คัดค้าน violence ที่เป็นไปเพื่อ PSEUDO universal เช่น racism, fascism และอื่นๆ — แต่ไม่ได้คัดค้านการเปลี่ยนแปลงผ่าน violence เพราะ violence เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการสร้าง Event — ดังนั้นการพูดว่า Z สนับสนุน violence แบบ simplistic จึงผิด!!

2. Z ต่อต้าน human rights ในฐานะที่มันทำลายการแบ่งแยกและความเป็นการเมืองมากกว่าที่จะบอกว่า “ฆ่าคนได้ไม่ผิด”

3. Z ไม่ได้ไม่อัด Stalin และ Hitler นะครับ เพราะ Z เองต้องการอธิบายปรากฎการณ์พวกนี้แบบ historicity มากกว่า ว่าNazism and Stalinism เกิดขึ้นในฐานะที่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทางประวัติศาสตร์ — การพูดเช่นนี้ก็เพื่อ defend มาร์กซิสต์ไว้จากข้อกล่าวหาว่า แนวคิดมาร์กซิสต์นำไปสู่เผด็จการสตาลิน — ดังนั้น Marxist-Leninist political project จึงยังเป็นไปได้อยู่

4. Z มองว่า ในทุนนิยมปัจจุบันมันมีศัตรูสำคัญของฝ่ายซ้ายอยู่ 2 ตัวที่ดู “เหมือน” ว่าจะเป็น dilemma นั่นก็คือ 1. การเมืองแบบ เสรีนิยมประชาธิปไตย กับ 2. การเมืองแบบ fundamentalism — โดย Z เสนอ การเมืองแบบมาร์กซิสต์ที่เน้นการปฏิวัติและแตกหักเด็ดขาดกับทุนนิยม — ดังนั้นการบอกว่า Z ต้องการให้ทำแนวร่วมกับพวก Fundamentalism จึงเป็นความเข้าใจผิด

5. การเมืองแบบ tolerance หรือ multiculturalism สำหรับ Z นั้น มันไม่ใช่การเมืองที่ท้าทายและทำลาย Order ที่ดำรงอยู่ — มันเป็นแค่การแสวงหา recognition ซึ่งไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไร — ยิ่งไปกว่านั้น tolerance มัน impossible ในตัวมันเอง เพราะเรา tolerate ได้ก็ต่อเมื่อ Other มันอยู่ไกลจากเรา ไม่ได้อยู่ร่วมกับเรา เช่น เราอดทนต่อความต่างได้ก็ต่อเมื่อเราไม่เสียประโยชน์หรือกระทบชีวิตของเรา แต่ถ้าเมื่อไหร่ เราเจอกับ Other within เราจะtolerate ไม่ได้ทันที — ดังนั้น tolerance และการเมืองแบบ multiculturalism จึงเป็น impossible project ที่เป็นไปไม่ได้ในตัวมันเองแต่ต้น

การเมืองแบบ Z จึงไม่ใช่การปกป้องความต่างแบบทั่วๆไป แต่เป้นการทำลายความต่างที่สมควรถูกทำลาย และสร้าง order ใหม่ๆ หรือ vantage point อันใหม่ขึ้นมามากกว่า

Z ยังมองว่า พวก multicul นั้นมักจะนำไปสู่การ ยอมรับอะไรที่ห่วยๆและไม่สมควรจะยอมรับ ซึ่งนำไปสู่การเมืองแบบ passive ไม่ใช่ active

ดังนั้นจุดยืนทางการเมืองของ Z จึงต่างจากฝ่ายซ้ายร่วมสมัยโดยทั่วไป โดยที่ Z คัดค้านเสรีนิยม multicul และ fundamentalism แบบสุดๆ แต่เป็นการคัดค้านที่เสนอด้วยว่า ต้องสร้าง new point (ดูที่ Z รีวิวหนังสือใหม่ของ Badiou) หรือ new Master ตัวใหม่ ซึ่งวแน่นอนการสร้าง new Master มันหลบีกเลี่ยง violence ไม่ได้

violence จึงไม่ใขช่สิ่งที่ Z สนับสนุนโดยตัวมันเอง แต่ต้องเป็น violence ที่นำไปสู่อะไรบางอย่าง โดยเฉพาะที่ Z เรียกรวมๆว่า egalitarian-democratic idea (ในภาษา Derrida ก็คือ undeconstructible justice)

Z ไม่ได้บอกว่าอะไรที่ควรทำลายและไม่ควรถูกทำลาย เกณฑ์มันจะเกิดขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อ มันมี rupture ของ Event เป็นตัวบอก — fidelity ต่อ truth จะเป็นตัวบอกเองว่าอะไรเป็นเกณฑ์

พูดภาษา Laclau ก็คือ logic of equivalence กับ logic of difference

equivalential chain มันเกิดได้เมื่อเราทำลายหรือกด difference ไว้ ผ่านการสร้าง master บางอย่างขึ้นมา

ซึ่งทั้งหมด คนที่กำหนดคือ subject ที่ขึ้นกับ Event นั้นๆ

ดังนั้นการเมืองแบบ Z มันจึงเป็นการช่วงชิงบนฐานของการแตกหักทำลายกับ Exisitng order ที่ไม่เท่าเทียมไปเรื่อยๆ

ถ้าเราบอกว่า เราควรเคารพ difference ถามว่า ใครกำหนด difference นั้นๆ ใคร distribute — นี่คือประเด็นที่ Zizek เสนอให้แตกหักกับเกณฑ์ที่ใช้แบ่งแยก difference ที่มีอยู่เดิม โดยสร้างอันใหม่

Zizek ก็คล้ายๆ Badiou ครับในแง่ที่วางความคิดเรื่อง universal truth อยู่บน situation หรือ event ไม่ใช่ trancendental truth

ต้องเข้าใจว่าคำว่า transcendental ต่างกับ universal

transc มันข้ามพ้นกาลเวลา เป็น reference ของทุกสิ่งทุกอย่าง

แต่ univer มัน to all สำหรับ time-loop หนึ่งๆ หรือ event หนึ่งๆเท่านั้น

truth ของ Z จึงวางอยู่บน open to all in a singular event (ความคิดเรื่อง singularity และ universality นี้แชร์กันระหว่าง เบนยามิน เนกริ บาดู และ ชิเชก)

Z ไม่ได้บอกว่าอะไรก็ได้แบบในความคิด “หลังสมัยใหม่” มอง แต่ Z เสนอว่า ในการแตกหักกับ exisitng order มันต้องสร้าง new order ใหม่อยู่แล้ว นั่นหมายความว่า ประเด็นก็คือ ในการ rupture แต่ละครั้ง ใครจะเป็นคน invent New Order มันจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ความคิดของ Z ตรงนี้ต่างกับพวก multiculturalism อย่างสิ้นเชิง เพราะความคิดแบบ multi มันเน้นการ RECOGNIZE Other หรือ the excluded (ตรงนี้คล้าย Ranciere)

ปัญหาของ MERELY recognize the excluded ในความคิดพวก multi มันก็คือ การrecognition มันไม่ได้สร้าง rupture กับ exisitng order — แต่มันเป็นการยอมรับและขอเป็น part ของ the whole ของ order เดิมมากกว่า

ตรงนี้เองคือ spirit ของ Marx and Lenin ที่พูดถึง REVOLUTION ซึ่งต่างจากพวก Laclau, Mouffe ที่ไม่ได้สนใจการปฏิวัติแบบที่ สนใจ

ส่วนประเด็นการทำลาย difference มันไม่ใช่ว่า Z เสนอให้ปฏิเสธหรือฆ่า the excluded — แต่ Z เสนอว่า (คล้ายๆ Laclau) ในการ invent New Order มันจำเป็นต้อง cut across ตัว order of distinction ที่มีอยู่เดิม — ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่การไปฆ่าชนกลุ่มน้อย หรือ คนที่ต่างจากชนชั้นกรรมาชีพ (นิยามชนชั้นกรรมาชีพของ Z ก็ต่างออกไป แต่จะไม่อภิปรายในนี้)

การบอกว่า violence เป็น ground ไม่ได้แปลว่า Z สนับสนุนการฆ่าคนนะครับ — ตรงนี้ผมคิดว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่า คำว่า violence มันมีนัยยะของการ rupture กับระบบ ผ่าน civil war หรือ class war — ซึ่งตรงนี้ Z ต้องการต่อต้านพวก Pacifist

New Order ที่พูดถึงก็คือ universal criteria ที่กำหนดผ่าน fidelity to a singular truth-event เอง ไม่ใช่ transcendental หรือแบบที่มีเกณฑ์ตายตัวอยู่แล้วแบบศาสนาที่มีศีลข้อ 12345

Z ต่อต้านการเมืองแบบกองกำลังติดอาวุธแบบคนส่วน้นอยถืออาวุธแล้วนำการปฏิวัติ เช่น แบบคิวบา

Z เสนอตอลดว่า universal มันมี 2 ประเภท คือ pseudo-concrete universal กับ real-concrete universal

การเมืองแบบ Fascists มันเป็นการเมืองแบบ universal แต่เป็น pseudo ที่ไม่ได้สร้าง crack หรือ rupture กับ Order แต่เกิดขึ้นเพื่อปกป้อง Order เดิมคือ ระบบทุนนิยม ไว้ภายใต้การสร้าง pseudo enemy คือ Jews ขึ้นมา

ตรงนี้คือสิ่งที่ Z เรียกว่า war of two universals

criteria คือ ส่วนที่ justice and equality เป็นหลักการที่ deconstruct ไม่ได้ (ผมพูดไปแล้วหน้าแรก) — มันเป็น spirit ที่ต้องถูก presupposed เสมอ ฟห transcendental principle ที่ตัวมันเองก็ empty

ประเด็นก็คือ Z เสนอว่า มันมีการ shift ของความหมายของ principles เหล่าน้อยู่เนืองๆ การต่อสู้มันเป้นการต่อสู้บนการให้ความหมายของสิ่งเหล่านี้ — war of fantasies (ดูใน Metastases of Enjoyment)

———————————–

ประเด็น relativism ผมคิดว่า มันต้องเข้าใจคำว่า relativism ให้ชัดก่อน — Badiou, Zizek, Negri ต่อต้าน สัมพัทธ์นิยมอย่างมาก — ดู Infinite Thought ที่ B ต่อต้าน สัมพัทธ์นิยม — ดู Time for Revolution ที่ Negri ปฏิเสธสัมพัทธ์นิยม

ตรงนี้คือหัวใจของ คอนเซป singularity และ universalism

singular and universal to TIME หรือ Event ไม่ใช่ specific to SPACE — ตรงนี้คือดีเบทเรื่อง space กับ time ในงานของ บาดู และเนกริ — การ relative to SPACE มันคือ relativism ซึ่งตรงนี้ เนกริ และชิเชกต่อต้าน

1. singular หมายความว่า มันเทียบกับ different time ไม่ได้ มันมี its own Truth

2. universal หมายความว่า ทุกคนสามารถ share หรือ open to All ใน Event นั้นๆ

คอนเซปเรื่อง Time หรือ Event จึงสำคัญสำหรับนักคิดพวกนี้ (ยกเว้น Laclau) เช่นที่เนกริพูดถึง Empire ในฐานะที่เป็น current state of capitalism เป็นต้น (และชิเชกก็ต่อต้านโดยการชี้ว่า Empire ไม่สามารถมีสถานะเป็น a stage เทียบเท่า capitalism ได้ เป็นต้น)

คอนเซป singular and universal มันมารับรองให้เห็น ความต่างของ historicism กับ historicity ที่ Z พูดถึง ใน Enjoy your symptom

criteria อันหนึ่ง คือ มัน open to All ที่ข้ามพ้น dinstinction (หรือในภาษาของ Ranciere คือ distribution) ของ Existing Order รึป่าว — ถามว่า racism แบบ Nazi หรือ religious fundamentalism มันทำลายกรอบการแบ่งแยกแบบเดิมหรือไม่ — คำตอบคงชัดอยู่ในตัว

อีกอันที่ต้องคิดคือ Z พูดถึง risk ใน decision แต่ละครั้ง — ทั้งชิเชกและบาดู หรือแม้แต่ เนกริ เสนอว่ามันไม่มี guarantee ของความถูกต้อง “ก่อน” ที่ Event จะเกิดขึ้น — เพราะเราไม่สามารถรู้ “ล่วงหน้า” ถึง new Truth อันเนื่องมาจาก Truth มัน SUBJECTIVE (ดูบาดูและ Lazarus) ดังนั้น การเกิด subject กัย truth จึงเกิดพร้อมกัน (ดู Zupancic) — ซึ่งทั้งหมดคือ experiment ทั้งสิ้น — ไม่งั้นเราจะไม่สามารถเรียกได้ว่า มันคือ rupture หรือ break หรือ revolution ได้เลย

นี่คือ New ที่เกิดขึ้นจาก exisitng order แต่เราไม่สามารถ reduce the New ลงไปเป็น its cause ได้ มันเกิด autonomy ของ New เอง as singular ที่ไม่สามารถแตกมันออกมาเป็น part หรือ simplistic effect ของ the old one ได้

ประเด็นที่มากกว่านั้น คือ spirit of imagination ที่เราจินตนาการได้ แต่เราคาดเดาไม่ได้ว่าสิ่งที่เกิดจะต่างหรือเหมือนกับที่จินตนาการ — นี่คือ excess ที่ incalculable ของ New ซึ่งแม้แต่ตัวเราก็คาดไม่ถึง แต่เราต้องมี fidelity กับมัน

Permalink 2 ความเห็น

Baudrillard and the defense of the Real

มีนาคม 26, 2008 at 2:16 am (จิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis))

หลังจากที่ไม่ได้เขียนมานาน

โพสของวันนี้จะชี้ให้เห็นถึง ความสอดคล้องกันของนักคิดสองสาย คือ Jean Baudrillard ซึ่งมักจะถูกจัดว่าเป็นนักปรัชญาหลังสมัยใหม่ และ นักคิดกลุ่มจิตวิเคราะห์สาย Lacanian เช่น Slavoj Zizek และ Alenka Zupancic ซึ่งทั้งสองกลุ่มนั้นมีข้อเสนอในการมองภาพของโลกปัจจุบัน และ มีข้อเสนอที่เป็นทางออกที่ใกล้เคียงกันอย่างมาก

ในงานเรื่อง Vital Illusion ของ Jean Baudrillard นั้น เขาชี้ว่า การพัฒนาของโลกทุนนิยมปัจจุบันมันกำลังเจอปัญหาแบบใหม่ที่มีไม่ใช่เรื่องของการ lack ข้อมูลหรือเข้าไม่ถึงความจรืง แต่เรากำลังอยู่ในยุคที่เราเข้าถึงความจริงและข้อมูลที่มากเกินไป (too much) จนเราไม่สามารถรู้ได้ว่า อันไหนคือความจริงกันแน่

JB ชี้ว่า มันเป็นโลกที่ “สิ่งที่เกิดขึ้น” กับ “การรับรู้” ของเรา มันเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน — เมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งๆขึ้นในโลก เราสามารถรับรู้ข้อมูลหรือภาพข่าวได้ทันทีในเวลาเดียวหรือใกล้เคียงกับที่เหตุการณ์เกิดขึ้นผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ — การที่การรับรู้ของเราแนบสนิทกับ เวลาจริง หรือ real time นั้น มันได้ทำให้ความคิดเรื่อง time เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมาย เพราะทุกอย่างมันเกิดและเรา “ต้อง” รับรู้มันในขณะนั้นๆ จนเราไม่สามารถระลึกถึงอดีตหรืออนาคตได้

นี่คือที่ JB เรียกว่า The murder of the Real — ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดเพราะไม่มี reality แต่เพราะ reality ที่มีมากเกินไป จนเราไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า อะไรคืออะไรกันแน่ — the Real ซึ่งถูกเบียดขับ และไม่มีพื้นที่ในความรับรู้ อันเนื่องมาจากทุกสิ่งทุกอย่างถูก present ในฐานะที่เป็น reality ทั้งหมด the Real จึงเป็นสิ่งที่ถูกฆาตกรรมอย่างสมบูรณ์ หรือที่ JB เรียกว่า Perfect Crime

แต่อย่างไรก็ดี JB ได้ชี้ว่า การฆาตกรรมต่อความจริงนี้ มันไม่ได้สมบูรณ์ หากแต่มันมีบางสิ่งที่หลงเหลืออยู่ มันมี the Real บางอย่างที่ไม่ถูกฆาตกรรม แต่มันเป็น the Real ที่เราเข้าไม่ถึง ยังไม่ค้นพบ หรืออาจไม่มีทางค้นพบ

สภาวะเช่นนี้เอง JB ชี้ว่า ปัญหามันไม่ได้เกิดที่/จาก subject แต่เกิดจากตัว object เองที่มันเกิดจาก โลก หรือ วัตถุ เอง มากกว่า หรือที่ B เรียกว่า obejective irony

the Real เช่นว่านี้เป็นความคลุมเคลือ มายาภาพ ภาพลวงตา แต่เป็นภาพลวงตาที่จำเป็นที่เราต้องปกป้องไว้ จากการที่ถูก presented และ represented จากโลกของข้อมูลข่าวสารที่ต้องการนำเสนอทุกสิ่งทุกอย่าง (ซึ่งเอาเข้าจริงสุดท้ายแล้ว การนำเสนออันนี้ก็ทำให้เราไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบ้าง)

JB เรียก the Real เช่นว่านี้ว่า Vital Illusion หรือ ภาพลวงตาที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด

ในสภาวะเช่นนี้ JB ชี้ว่า มนุษย์กำลังเผชิญกับความกระอักกระอ่วนใจอย่างมากจากการไม่สามารถเข้าถึง reality ที่ถูกนำเสนอ การเสนอให้กลับไปหาและปกป้อง illusion ของ JB จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น การชี้ให้เห็นและปกป้อง illusion นั้นจะช่วยให้เราสามารถคิดถึง โลกและสรรพสิ่งได้ หลังจากที่ โลกได้ถูกทำลายอย่างสิ้นซากจากการฆาตกรรมความจริง

การวิเคราะห์สภาวะของทุนนิยมในปัจจุบันและการเสนอทางออกของ B นั้น สอดคล้องกับความคิดของ Lacanian จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Zizek, Zupancic และแม้แต่นักจิตวิเคราะห์อเมริกันที่ชื่อว่า Todd McGowan ซึ่งพยายามเสนอว่า ปัญหาของโลกปัจจุบันก็คือ ระบบทุนนิยมปัจจุบันมันสามารถตอบสนอง desire ของมนุษย์ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด — ซึ่งนักคิดสายลากองกลับมองว่า นี่คือปัญหา มากกว่าจะเป็นสิ่งที่น่าเชิดชู

ตรงกันข้ามกับนักคิดมาร์กซิสต์สาย Spinozian อย่าง Negri, Hardt, Guattari ที่มองว่า ภายใต้โลกทุนนิยมปัจจุบันหรือที่ HN เรียกว่า Empire นั้น เรามีเสรีภาพใกล้เคียงกับในโลกของคอมมิวนิสต์ หรือโลกอนาคต การปฏิวัติเพื่อสร้างสังคมใหม่ในสายตานักคิดเหล่านี้จึงแค่เพียงดันให้ระบบทุนนิยมมันขยายตัวในรูปแบบที่ปลดปล่อยเสรีภาพของ ชีวิต (bio) ในทุกๆด้านอย่างสมบูรณ์ เมื่อนั้นทุนนิยมจะล่มสลายไปเอง ด้วยการทำลายตนเองของระบบ

Zizek เองได้วิจารณ์แนวคิดของนักคิดสาย Spinozian เช่น Deleuze, Guattari, Hardt, Negri เอาไว้อย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่ข้อเสนอของนักคิดสาย Spinozian เหล่านี้ไปสอดคล้องกับตรรกะของระบบทุนนิยมเอง ที่เปิดให้มี unlimited desire มากกว่าที่จะเน้นด้าน antagonism หรือ negativity เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งทำให้ข้อเสนอของนักคิดเหล่านี้ไม่นำไปสู่การต้านทุนนิยม แต่กลับสนับสนุนการทำงานของระบบทุนนิยม

Zizek ถึงกับเสนอว่า

“อุดมการณ์ของระบบทุนนิยมตอนปลาย อย่างน้อยลักษณะในระดับมูลฐานของมัน (ก็คือ) Spinozist” (Tarrying with the Negative, p. 218)

กลับมาที่นักคิดสายลากอง พวกเขามองว่า ความพึงพอใจ (satisfaction) มันต้องเกิดจากการที่ desire มันได้ละเมิด สิ่งที่ถูกห้ามเอาไว้ — enjoyment จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ เราได้ ละเมิด (trangression) สิ่งที่ถูกห้าม — แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ในสภาวะปัจจุบัน สิ่งต่างๆไม่มีอะไรที่ปกปิด ไม่มีอะไรที่ห้าม เสรีภาพในการบริโภคเกิดโดยเสรี ปัญหาที่ตามมาคือ มนุษย์ที่มีเสรีภาพเสรีกำลังเผชิยหน้ากับสภาวะกระอักกระอ่วนใจ เพราะโลกนี้ปราศจากความท้าทายและการต่อสู้ — นี่คือสิ่งที่ B ชี้ว่ามันคือสภาวะที่ เราเข้าถึงสรรพสิ่งมากเกินไป จนเราไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร ทุกอย่างมันเป็น too much

ข้อเสนอของ Zizek และ Zupancic ก็คือ การเสนอให้ปกป้องและยืนยันการมีอยู่ของ the Real ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อเสนอของ JB ที่กล่าวไว้แล้วถึง vital illusion

การกล่าวว่า vital illusion = the Real ในความหมายแบบ Lacanian ซึ่งหมายถึง สิ่งที่หลงเหลือและต่อต้านการถูกผนวกเข้าไปในโลกของ reality หรือ โลกของภาษาและสัญลักษณ์นั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจริง

มาถึงตรงนี้ เราจะต้องเข้าใจการแยกกันระหว่างสิ่งที่เรียกว่า reality กับ the Real

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สิ่งที่มีมากเกินไป คือ reality ไม่ใช่ the Real — reality มันกระทำฆาตกรรม the Real โดยทำเสมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกผนวกเข้ามาแล้วภายใต้โลกของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโลกภาษาและสัญลักษณ์

the Real นั้นไม่ใช่สิ่งที่พูดถึงได้แบบตรงไปตรงมา แต่เราสามารถสัมผัสมันได้ ในเวลาที่พลั้งเผลอ หรือผ่าน fiction (illusion ในภาษาของ JB) บางอย่าง (ดูงานของ Zizek หลายๆงาน)

อุดมการณ์ที่ว่าด้วย reality ที่สมบูรณ์ (complete) และเปลือยเปล่า (naked) นั้น มันได้กีดกันหรือทำให้การพูดถึง the Real เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เสมือนกับว่า มันไม่มีตัวตนอยู่ และที่สำคัญที่สุดคือทำให้ the Real เป็นสิ่งที่หมดความจำเป็นลงไป

จุดนี้เองที่ Baudrillard และ Lacanians เห็นพ้องต้องกัน ว่า

1. เราจำเป็นต้องแยก reality กับ the Real ออกจากกัน อย่างน้อยก็ในระดับของการวิเคราะห์ เพื่อที่จะเปิดให้เราได้คิดถึง ความขัดแย้ง และ ปัญหา ที่ดำรงอยู่ได้

2. too-muchness ของ reality มัน กีดกันเบียดขับ (exclude) the Real หรือ antagonism ออกจากการเมืองและความเข้าใจของโลกปัจจุบัน (พูดในภาษาแบบ Schmitt นี่คือการทำลายความเป็นการเมือง (depoliticization) ที่ทำเสมือนว่า ความขัดแย้ง ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนของโลก มิได้ดำรงอยู่

3. ภารกิจของนักปรัชญาในปัจจุบันก็คือการเอา the Real กลับเข้ามา ซึ่งก็หมายถึงการเอา illusion/antagonism กลับเข้ามา เพราะ illusion/antagonism นี้เองที่เป็นพลังขับเคลื่อนโลก และเป็นหัวใจของความเป็นการเมือง (ในภาษาของ Hegel นั้น the Real ก็คือ negativity หรือ contradiction ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อน Spirit และสังคมมนุษย์ให้พัฒนาตัวขึ้นในระดับที่สูงขึ้นไป)

อ่านเพิ่มเติม

Jean Baudrillard, Vital Illusion (Columbia University Press, 2000) โดยเฉพาะบทสุดท้ายที่ว่าด้วย The Murder of the Real
Felix Guattari, “The Proliferation of Margins,” in Sylvere Lotringer ed, Autonomia: Post-Political Politics (Semiotext, 2008), p. 108-11.
Todd McGowan, The End of Dissatisfaction (SUNY Press, 2003)
Slavoj Zizek, Tarrying with the Negative (Duke University Press, 1993)
—————–, Parallax View (MIT Press, 2006) โดยเฉพาะหน้า 261-7
Alenka Zupancic, The Shortest Shadow: The Nietzsche’s Philosophy of the Two (MIT Press, 2003), โดยเฉพาะ part แรกของหนังสือเล่มนี้ที่วิเคราะห์ ascetic ideal และ nihilism

Permalink ให้ความเห็น

เสียง (voice) และ เดอะเรียล (the Real)

พฤศจิกายน 17, 2007 at 4:50 am (จิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis), Uncategorized)

สองสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสอ่านเรื่องเกี่ยวกับ เสียง (voice) ในหนังสือชื่อ “เสียง และไม่มีอะไรมากกว่านั้น” (Voice and nothing more) เขียน โดย Mladen Dolar นักปรัชญาสายจิตวิเคราะห์ชาวสโลวัก เป็นหนังสือที่สนุกมากเล่มหนึ่ง ผมอ่านไปแค่สองบทแรกของหนังสือ ที่ Dolar พูดถึงเสียง หัวเราะ เสียงกรีดร้อง เสียงที่เกิดจากการสะอึก

เอาเป็นว่า วันนี้ผมจะเล่าเรื่องที่อ่านมาแล้วกันนะครับ ถือว่าเป็นความรู้รอบตัว อย่าจริงจังกับมัน

Dolar เริ่มต้นโดยการโต้ตอบกับแนวกระแสหลักที่ศึกษาเรื่อง เสียง และ ภาษา ซึ่งมองว่า เสียง กับ ความหมายของคำ มันเป็นสิ่งที่มาบรรจบกันพอดี หมายความว่า เราสามารถกำหนดความหมายให้กับทุกๆเสียงที่เกิดขึ้นได้

Dolar ยกตัวอย่างเสียง “หัวเราะ” บอกว่า เสียงหัวเราะนั้นไม่สามารถบรรจบกันพอดีกับ “ความหมาย” ของภาษาเสมอไป เสียงหัวเราะอยู่นอก โลกของสัญลักษณ์ หรือ ทีเรียกว่า โลก symbolic เพราะ เด็กทุกคนที่เกิดมานั้น สามารถหัวเราะได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องรู้จักคำหรือภาษาหรือความหมาย หรือแม้กระทั่งเมื่อเรารู้ภาษาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราก็ “หัวเราะ” ซึ่งการหัวเราะก็ยังมีหลายความหมาย ขึ้นกับวัฒนธรรม หรืออะไรหลายๆอย่าง ที่ภาษามาจำกัดไม่ได้

นี่คือตัวอย่างของ “รู” ในโดนัท หรือ สิ่งที่สำนักจิตวิเคราะห์เรียกว่า “the Real” ที่แม้จะอยู่ร่วมกับ โลก symbolic หรือ ตัวโน๊ต แต่ โลกของ symbolic ก็ไม่สามารถสร้างภาษาหรือสัญลักษณ์ไปครอบคลุมความหมายและการตีความเกี่ยวกับ เสียงหัวเราะ หรือ “รู” ได้ทั้งหมด

ประเด็นนึงก็คือ เสียงหัวเราะ มันไม่ใช่เสียงที่อยู่ “นอก” โลกของภาษาทั้งหมด แต่มันสร้างโลกที่อยู่ระหว่างการมีภาษากับไม่มีภาษาด้วย เช่น การหัวเราะของเรามีความหมายที่ตัวเราอาจรู้และไม่รู้ เช่น เราหัวเราะ เพราะฟังเรื่องตลก หรือหัวเราะเพราะฟังเรื่องเสียดสีแย่ๆ ซึ่งการหัวเราะ ที่แม้จะเป็น the Real ก็เกิดขึ้นและสัมพันธ์กับโลกภาษาของ symbolic ตลอด ไม่ได้แยกกันเบ็ดเสร็จ แต่ the Real มันเป็นส่วนที่ต่อต้านระบบสัญลักษณ์และสังคมที่ไม่ยอมให้ภาษาและสัญลักษณ์ผนวกมันเข้าไปแบบเบ็ดเสร็จ

เวลาพูดถึง the Real มันมีความหมายเช่นเดียวกับ รู ของโดนัท ที่มันดู “เสมือน” ไม่มีอะไร แต่มันเป็นเงื่อนไข และเป็นตัวกำหนดหรือเป็นฐานให้แก่การปรากฎของสิ่งทีเรียกว่า โดนัท และความเป็นโดนัทได้ เสียงบางประเภท ก็เป็นเสียงที่ “เสมือน” ว่าไม่มีความหมาย เช่น เสียงหัวเราะแบบที่ผมพูดไปแล้ว แต่เอาจริงๆแล้ว ทุกๆเสียงหัวเราะของมนุษย์นั้นเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์กับความหมายรอบๆตัวมันทั้งสิ้น เป็นต้น

ตัวอย่างของ เสียงกรีดร้อง ซึ่งยกมาในหนังสือเล่มนี้ ก็น่าสนใจ Dolar พูดถึงเสียงร้องของเด็ก โดยตอบโต้นักจิตวิทยากระแสหลักที่มองว่า เสียงร้อง อยู่นอก ภาษาและการสื่อสารโดยสิ้นเชิง แต่ Dolar บอกว่า การร้อง เด็กจะร้องไม่ได้ ถ้าเด็กไม่เชื่อหรือไม่รู้ว่า มี “คนอื่น” อยู่ เพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการ หิว ร้อน หนาว

การที่เด็กรู้ว่ามี คนอื่น (the other) อยู่ แสดงว่าเด็กอยู่ระหว่างโลกภาษา กับ โลกของการไม่มีภาษา(ที่มีตัวคนเดียวแบบธรรมชาติ) เพราะเราจะรับรู้ว่ามี “คนอื่น” ที่จะตอบสนองความต้องการของเราไม่ได้ ถ้าเราไม่อยู่หรือมีปฏิสัมพันธ์กับโลกของสัญลักษณ์ การที่ เสียงร้อง เป็นส่วนที่อยู่ “ระหว่าง” เช่นนี้ ด้านหนึ่งมีความหมายที่เด็กต้องการสื่อ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การสื่อสารของเด็กอันนี้ ไม่มีภาษามารองรับ

เพราะฉะนั้นเสียงกรีดร้องจึงอยู่ในส่วนที่เรียกว่า the Real ที่เข้าถึงไม่ได้ด้วยโลกของภาษาหรือสัญลักษณ์ทั่วไป แต่มีผลมาก มีผลต่อคนที่อยู่ในโลกภาษา เช่น พ่อแม่ ให้ต้องรีบทำอะไร เพื่อตอบสนองความต้องการของเด็ก

นี่คือ สิ่งที่ผมพูดตอนที่แล้วเกี่ยวกับ เฮเกล ว่า เป็น เนกาทิวิตี้ หรือ สิ่งที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ด้วยระบบภาษา สัญลักษณ์ วัฒนธรรม แต่มีอยู่ และกลับมีอิทธิพลมากกว่าสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้ภายใต้ภาษาหรือสิ่งที่เราเห็นได้ทั่วๆไป

Permalink ให้ความเห็น

ว่าด้วย เนกาทีวิตี้ (Negativity): ทำไมโดนัทต้องมีรู? (ตอนที่ 2)

ตุลาคม 9, 2007 at 2:25 am (เฮเกล และวิภาษวิธี)

ข้อถกเถียงสำคัญของสองกลุ่มนี้นะครับ อยู่ที่ประเด็นเรื่อง เนกาทิวิตี้ เป็นสำคัญ ผมจะเริ่มด้วยความคิดของ กิล เดอลูซ (Gilles Deleuze) อย่างคร่าวๆก่อนในฐานะที่ เดอลูซ เป็นรากฐานให้กับการวิจารณ์ เฮเกล และการเปิดรับเอา ความคิดของ สปิโนซ่าเข้ามาแทนที่เฮเกลของกลุ่มแรก เช่น เนกรี และฮาร์ท

งานเขียนของ ไมเคิล ฮาร์ท (Michael Hardt) ที่ชื่อว่า “ผู้ฝึกฝนทางปรัชญา: กิล เดอลูซ” (An Apprenticeship in Gilles Deleuze) เป็นหนังสือที่เขียนในปี 1993 ซึ่งเขียนขึ้นก่อนที่เขาจะเขียนหนังสือเล่มสำคัญที่ชื่อว่า จักรวรรดิ (Empire) ร่วมกับ เนกรีในปี 2001

หนังสือเล่มนี้พยายามอธิบายว่า ทำไม เดอลูซ ถึงปฏิเสธ เฮเกลและวิภาษวิธี? และ เดอลูซใช้วิธีการอะไรในการโจมตีเฮเกล และวิภาษวิธี?

ฮาร์ท อธิบายว่า ความคิดแบบ หลังโครงสร้างนิยม (Post-Structuralism) หรือ หลังสมัยใหม่ (Postmodernism) นั้น เริ่มต้นขึ้นมาจากการวิพากษ์วิจารณ์ เฮเกล ปัญหาใหญ่ที่แนวคิดหลังสมัยใหม่หรือหลังโครงสร้างนิยมต้องการจะหักล้างและท้าทายเฮเกลนั้นคือ สิ่งที่เรียกว่า “เนกาทิวิตี้” หรือ “เนกาทีฟ” ซึ่งถ้าจะแปลแบบไม่ค่อยได้ความหมายมันก็อาจแปลว่า การปฏิเสธ ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไปนะครับ

สำหรับเฮเกลแล้ว เนกาทิวิตี้ คือ หัวใจของวิภาษวิธี มันมีความหมายถึงหลายๆสิ่งนะครับ เช่น ความขัดแย้ง รอยแหว่ง ช่องว่าง ความขาด สิ่งที่มีอยู่แต่มองไม่เห็น สิ่งที่อธิบายไม่ได้แต่ดำรงอยู่จริง เป็นต้น

ยกตัวอย่างนะครับ สมมติเราพูดถึง “โดนัท” ที่เป็นของกิน กลมๆตรงกลางมีรู อิอิ – โดนัทจะไม่เป็นโดนัท ถ้ามันเป็นแป้งก้อนเดียวกันหมด โดยไม่มีรูตรงกลาง ปัญหาคือ การนิยามความเป็นโดนัทเนี่ยมันต้องเอารูตรงนี้มาด้วย

รูกลมๆตรงกลางอันนี้ ไม่มีตัวตนอยู่ในโลกทางวัตถุจริงๆ ใช่มั๊ยครับ แต่มันจะปรากฎให้เห็นได้ เมื่อเราจับต้องหรือผลิต แป้งขนมปังกลมๆวงแหวนรอบๆ หรือที่เรียกว่า โดนัท ขึ้นมาเท่านั้น

แต่ในขณะเดียว ไอ้รูกลมๆตรงกลาง ที่ปราศจากตัวตน ไม่มีอะไร ว่างเปล่า จับต้องอะไรไม่ได้ มันกลับมีบทบาทในการนิยามความเป็น โดนัท ที่เป็นวัตถุ จับต้องได้ กินได้ ขึ้นมา

อีกตัวอย่าง เวลาเราอ่านหนังสือ บรรทัดที่ 1 กับ บรรทัดที่ 2 มันต้องมีช่องว่างใช่มั๊ยครับ ระหว่างบรรทัด ที่หลายๆคนเอาไว้เขียนโน้ตหรือขีดเส้นใต้ – คำถามคือ ถ้าไม่มีช่องว่างอันนั้น บรรทัดจะเป็นบรรทัดหรือไม่ เราจะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องใช่มั๊ยครับ — สิ่งที่กำหนดความเป็นบรรทัดที่เรามองเห็นอ่านได้ กลับเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น อ่านไม่ได้ แต่มันมีอยู่จริง ระหว่างบรรทัดสองบรรทัด

นี่เป็นอุปมาถึงสิ่งที่ เฮเกล เรียกว่า เนกาทิวิตี้ (negativity) นั่นเอง ซึ่งสำหรับเฮเกล แล้ว เนกาทิวิตี้ อันนี้แหละเป็นแก่นแท้ของสรรพสิ่ง เป็นตัวกำหนดความเคลื่อนไหว และความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ทั้งในความคิดและในโลกทางวัตถุ

เนกาทิวิตี้ อันนี้ทำให้มี ประวัติศาสตร์ มีสรรพสิ่งและมีมนุษย์ เนกาทิวิตี้ อันนี้ทำให้มนุษย์ เกิด แก่ และตาย ทำให้มนุษย์รักกัน ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ฟ้าร้อง ทำให้ยานอวกาศวิ่งได้ และอื่นๆอีกมากมาย

ลักษณะสำคัญที่สุดของ เนกาทิวิตี้ ในปรัชญาของเฮเกล ก็คือ เนกาทิวิตี้ ไม่ใช่อะไรก็ได้ แต่เป็น “เนกาทิวิตี้ที่กำหนดได้” (determinate negation) หรือ หาเหตุหาผลหรือสร้างความรู้มาอธิบายได้ว่า มันมาจากไหน และจะไปไหนต่อ อย่างไร

สำหรับ มาร์กซ์ ซึ่งพัฒนาเอาความคิดของเฮเกลมาใช้นั้น เนกาทิวิตี้ แบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ แสดงออกผ่าน ความขัดแย้งทางชนชั้น ซึ่งทำให้ชนชั้นผู้ถูกกดขี่ลุกขึ้นสู้ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม

ดังที่ มาร์กซ์และเองเกลส์ เขียนใน แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (1848) ว่า

“ประวัติศาสตร์ทั้งหมดล้วนเป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางชนชั้น”

เนกาทิวิตี้ที่กำหนดได้ ของ ตรรกะที่มาร์กซ์ใช้ คือ

ก็เพราะมันมีสิ่งที่เรียกว่า “ชนชั้น” “วิถีการผลิต” “พลังการผลิต” ซึ่ง “กำหนดได้” เป็น determinate negation ดำรงอยู่ เราอาจมองไม่เห็นความสัมพันธ์ทางการผลิต หรือ ชนชั้นได้โดยตรง เราอาจไม่รู้ว่า ทุนนิยมอยู่ตรงไหน แต่ทำไมเราถึงพูดว่า สิ่งเหล่านี้มีอยู่ นี่คือ เนกาทิวิตี้แบบมาร์กซ์

ดังนั้น ด้วยเหตุที่มี เนกาทิวิตี้ แบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ที่หมายถึง “ความขัดแย้งทางชนชั้น” นั่นเอง ประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสังคม และสรรพสิ่งในสังคมมนุษย์จึงเกิดขึ้นได้

หากไม่มี “ความขัดแย้งทางชนชั้น” แล้ว “ประวัติศาสตร์” ก็จะไม่มี เพราะตรรกะของประวัติศาสตร์แบบวิภาษวิธีแบบมาร์กซิสต์นั้นมันต้องเดินด้วย “ความขัดแย้งทางชนชั้น” เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ

เราอาจสรุปเป็นแผนภาพได้ว่า

“ความสัมพันธ์ทางการผลิตที่ขูดรีดไม่เท่าเทียม  มีสังคมชนชั้น  เกิดความขัดแย้งทางชนชั้น  เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น การปฏิวัติ  เกิดสังคมใหม่ที่มีความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบใหม่ที่ก้าวหน้ากว่าเดิม”

และมันก็จะวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ เป็นวงกลมที่พัฒนายกระดับขึ้นไป โดยมี การปฏิเสธที่กำหนดได้ หรือ determinate negation เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่เป็นวงกลมอันนี้

ก่อนจะไปไกลกว่านี้นะครับ “ตอนหน้า” ผมจะกลับมาที่เดอลูซ ว่าเค้ามีความคิดเห็นยังไงกับ เนกาทิวิตี้ ซึ่งเป็นหัวใจ ของ เฮเกล

Permalink 4 ความเห็น

ทำไมเฮเกล (Hegel) และ วิภาษวิธี (Dialectics) จึงสำคัญสำหรับนักมาร์กซิสต์??? (ตอนที่ 1)

ตุลาคม 8, 2007 at 5:15 am (เฮเกล และวิภาษวิธี)

ขอโทษด้วยนะครับเพื่อนๆ ผมไม่มีอารมณ์เขียนอะไรมานาน เพราะเครียดเรื่องวิทยานิพนธ์มากๆ ตอนนี้กลับมาเขียนแล้ว แม้จะเครียดเหมือนเดิม 555 เพราะมีคนบอกว่า รออ่านอยู่

เทอมนี้ผมเรียน 1 วิชา (จาก 2 เพราะไม่เคยเข้าวิชานึง) เกี่ยวกับ ปรัชญาสมัยใหม่ ผมสนุกมากตอนที่ได้เรียนเรื่อง เฮเกล (Hegel) ที่พวกเราเคยได้ยินชื่อว่า มาร์กซ์ หรือ พระเจ้ามาร์กซ์ ของหลายๆคนได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากเฮเกลคนนี้ โดยเฉพาะเรื่อง วิภาษวิธี (dialectics)

ผมไม่มีเวลาอ่านเลนินต่อ เพราะมาทุ่มเทกับการอ่านเกี่ยวกับเฮเกล และอะไรๆที่เกี่ยวกับเฮเกล ซึ่งถ้าให้ผมพูดถึงเลนินตอนนี้ คงมึนๆ 55 ผมจึงขอหยุดเรื่อง เลนิน ไว้ชั่วคราว แล้วจะมาเล่าต่อทีหลัง เพื่อเล่าถึง เฮเกล และวิภาษวิธี เท่าที่จะมีปัญญาเล่าได้

สหายสาวกพระเจ้ามาร์กซ์คงจำได้นะครับว่า เรามักจะพูดกันถึง สิ่งที่เรียกว่า วิภาษวิธี บ่อยๆ เรามักจะอธิบายหัวใจของ วิภาษวิธี กันอย่างน้อย 3 ข้อ (ผมจะสรุปสั้นๆ เพื่อให้พอเข้าใจก่อนคร่าวๆ ก่อนที่ผมจะไปเรื่องที่มันลึกลงไปกว่านี้)

หนึ่ง วิภาษวิธี พูดถึง “ความเปลี่ยนแปลง” — สิ่งต่างๆย่อมเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ดังนั้นคนที่พูดว่า อะไรๆมีมานานแล้ว ไม่เปลี่ยนแปลง ก็ไม่จริง เช่น รูปแบบสังคม ความเชื่อ ภาษา ทุกอย่างย่อมอยู่กับการเปลี่ยนแปลง

สอง วิภาษวิธี พูดถึง “ความขัดแย้ง” — สิ่งต่างๆเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างคู่รัก ชนชั้น ความขัดแย้งระหว่างความคิดในหัวเรา หรือแม้แต่ความขัดแย้งที่อยู่ในธรรมชาติ เช่น การที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ก็เกิดจากความขึงตรึงของ แรงโน้มถ่วงและพลังงานหลายๆอย่าง เป็นต้น

สาม วิภาษวิธีให้ความสนใจกับ “ความสัมพันธ์” – สิ่งต่างๆในโลกไม่ใช่ “สิ่ง” หรือ thing เฉยๆ แต่ “สรรพสิ่ง” ในตัวมันเองเป็นความสัมพันธ์ชุดหนึ่ง และสรรพสิ่งอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆด้วยพร้อมๆกัน ดังนั้นเราจะเข้าใจโลก สังคม รวมทั้งความคิดในหัวเรา โดยไม่มองว่ามันเป็นความสัมพันธ์ไม่ได้

ตัวอย่างเช่น เวลาเราพูดถึง กำแพง กำแพงนั้นสะท้อนความสัมพันธ์อย่างน้อย 3 ระดับ

ระดับแรก กำแพงอิฐนั้นประกอบจากการที่เราเอาอิฐ ปูน น้ำที่ก่อปูน อากาศ ความร้อนที่เหมาะสม เพื่อสร้างกำแพงขึ้นมา อันนี้เป็นความสัมพันธ์ระดับวัตถุ

ระดับที่สอง นอกจากกำแพงจะสะท้อนการผสมผสานกันเชิงวัตถุในระดับที่หนึ่งแล้ว กำแพงยังสะท้อนการใช้แรงงานของมนุษย์ในตัวกำแพงด้วย อิฐ น้ำ ปูน อากาศ ความร้อน ไม่สามารถประกอบเป็นกำแพงได้เอง แต่ต้องผสมด้วยแรงงานของมนุษย์ ดังนั้นกำแพงจึงสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ผู้สร้างกำแพง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง วัตถุ กับตัวมนุษย์ ที่สะท้อนผ่านกำแพง

ระดับที่สาม กำแพงยังสะท้อนความสัมพันธ์ทางสังคมที่อยู่รายรอบตัวมันด้วย เช่น กำแพงวัด สะท้อนระบบอุดมการณ์ศาสนา กำแพงวัง บ้านคนร่ำรวยใหญ่โต ที่มีรั้วลวดหนาม สะท้อนสังคมที่ยึดถือในกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลที่เจ้าของบ้านต้องล้อมรั้วเพื่อกันคนอื่น และสะท้อนความกลัว ความแปลกแยกในสังคมทุนนิยม ความสัมพันธ์ในระดับนี้จึงเกิดขึ้นในหลายมิติและกว้างออกไป สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และความคิดความเชื่อมากมาย

นอกจากนี้ “ความสัมพันธ์” ในระดับต่างๆของกำแพงเองก็ยังสามารถสะท้อนองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อของวิภาษวิธีไว้ด้วย เช่น กำแพง สะท้อนความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งกันระหว่างแรงงานผู้สร้าง กับ ผู้ปกครองและนายทุนที่สั่งบังคับหรือจ้างงานแบบกดขี่แรงงานให้มาสร้างกำแพงด้วย หรือในระดับวัตถุ กำแพงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ ดินธรมดาๆ มาสู่กระบวนการเผาให้กลายเป็นอิฐ จนในที่สุดนำมาสร้างกำแพง เป็นต้น

นี่คือหลักการทั่วๆไปของสิ่งที่เรียกว่า “วิภาษวิธี” นะครับ คงพอจะเห็นภาพนะครับ สิ่งที่เฮเกล และนักมาร์กซิสต์พูดถึง วิภาษวิธี นั้นก็สลับซับซ้อนไปกว่านี้มากมาย ขยายความไปหลายระดับ ซึ่งผมจะพูดต่อไป

มีนักมาร์กซิสต์และนักคิดฝ่ายซ้ายจำนวนมากที่พยายามตีความและวิจารณ์เฮเกล จากหลากหลายสำนัก ผมสรุปคร่าวๆเท่าที่เห็นได้ตอนนี้นะครับว่า นักคิดฝ่ายซ้ายปัจจุบันมีท่าทีต่อเฮเกลอยู่ 2 ประเภท เป็นอย่างน้อย คือ

1. ปฏิเสธเฮเกล และพยายามกำจัดเฮเกลและวิภาษวิธีออกจากปรัชญามาร์กซิสต์ กลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาฝรั่งเศสที่ชื่อว่า หลุยส์ อัลธูแซร์ (Louis Althusser) ผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นต้นแบบหรือแฟชั่นยอดฮิตของนักเรียนมาร์กซิสต์ เมื่อทศวรรษ 1960-1970 โดยเฉพาะในยุโรป

สำนักนี้ได้เอาเฮเกลและวิภาษวิธีออกจาก มาร์กซิสต์ และเอาความคิดของนักปรัชญาชาวดัทช์ ที่ชื่อว่า สปิโนซ่า (Spinoza) มาพัฒนาต่อ โดยเอามาต่อยอดความคิดของมาร์กซ์ อีกทั้งหลายคนในสำนักนี้ยังได้รับอิทธิอลทางความคิดของ เดอลูซ (Deleuze) และ ฟูโก (Foucault) ซึ่งเป็นนักคิดชาวฝรั่งเศสคนสำคัญด้วย
นักคิดที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันของแนวทางนี้นะครับ เช่น อันโตนิโอ เนกรี (Antonio Negri) , ไมเคิล ฮาร์ท (Michael Hardt) , เอเตียน บาลิบา (Etiene Balibar) , เออเนสโต้ ลาคลาว (Ernesto Laclau) เป็นต้น

2. ปกป้องเฮเกล กลุ่มนี้พยายามจะพิสูจน์ว่า มาร์กซ์นั้น ยังคงใช้ปรัชญาและวิธีการหาความรู้แบบที่เฮเกลวางรากฐานไว้อยู่ โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า “วิภาษวิธี” โดยกลุ่มนี้พยายามอธิบายว่า ทำไมเฮเกล และวิภาษวิธีนั้นมีความสำคัญต่อการหาความรู้ การอธิบายโลก และการเปลี่ยนแปลงโลก

การปกป้องเฮเกลและวิภาษวิธีของสำนักนี้นั้นต้องการตอบโต้กับกระแสปฏิเสธ เฮเกล ของ สำนักแรก โดยเฉพาะการที่สำนักแรกนำเอาความคิดแบบ หลังสมัยใหม่ หรือ โพสโมเดิร์น เข้ามาผสมผสานหรือ “อุดช่องโหว่” ของมาร์กซิสต์ โดยนักคิดกลุ่มนี้ พยายามโต้ตอบกับแนวคิดหลังสมัยใหม่อย่างหนัก ซึ่งผมจะอะบายต่อไป
นักมาร์กซิสต์กลุ่มนี้ เช่น รอย บาสกา (Roy Bhaskar) , สลาวา ชิเชก (Slavoj Zizek) เป็นต้น

ผมจะเริ่มด้วยการเล่าถึงความคิดของกลุ่มที่ 1 ก่อนนะครับ อย่างคร่าวๆ ว่าเค้าคิดอะไรกัน และเค้าให้เหตุผลสิ่งที่เค้าคิดว่ายังไง ซึ่งขอเก็บไว้เล่าต่อตอนหน้าครับ วันนี้เท่านี้ก่อน

ปล. ถ้าสนใจนักคิดพวกนี้ก็สามารถหามาอ่านได้บ้างนะครับ ลองหาหนังสือของคนพวกนี้ในห้องสมุดทั่วๆไป มีงานเขียนเกี่ยวกับ อัลธูแซร์ เล่มหนึ่งที่แปลโดย กาญจนา แก้วเทพ เกี่ยวกับอุดมการณ์ และกลไกทางอุดมการณ์ของรัฐ

ส่วน เนกรีและฮาร์ท มีงานเขียนหลายเล่มที่สำคัญ เช่น จักรวรรดิ หรือ Empire และ กลุ่มคน หรือ Multitude ซึ่งในวารสารสังคมศาสตร์ฉบับไม่กี่เล่มก่อนหน้าปัจจุบัน มีบทความของ ธเนศ วงศ์ยานนาวา เขียนไว้เป็นภาษาไทยนะครับ

เออเนสโต้ ลาคลาว ไม่มีงานภาษาที่เขียนถึงเป็นเรื่องเป็นราว ถ้ามีก็สั้นๆ เช่น ในบทแรกๆของหนังสือเกี่ยวกับ 14 ตุลา ของ ประจักษ์ ก้องกีรติ เป็นต้น

ส่วนความคิดของ รอย บาสกา ผมยังไม่เคยเห็นภาษาไทย แต่ผมกำลังอ่านอยู่ เดี๋ยวจะรีบเล่าให้ฟัง

และ คนสุดท้าย ชิเชก ผมยังไม่เคยเห็นคนเขียนเป็นภาษาไทย นอกจากเลคเชอร์ซึ่งไม่ได้พิมพ์ที่ไหนของ ธเนศ วงศ์ยานนาวา ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ผู้หญิง ในความคิดของชิเชก

เอาเป็นว่า ทั้งหมดผมจะพยายามเล่าไปเรื่อยๆ นอกเรื่องบ้าง เข้าเรื่องบ้างแล้วกันนะครับ

Permalink 2 ความเห็น

เลนิน: องค์กรทางการเมือง และพรรคการเมือง (ตอนที่ 4)

กันยายน 13, 2007 at 1:55 am (เลนิน)

DB กล่าวไว้อย่างน่าฟังในบทความนี้ว่า

“โลกคอมมิวนิสต์ (หรือโลกใบใหม่ของพวกเรา อิอิ) สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆจุดของสังคม เช่นเดียวกับที่การต่อสู้สามารถเบ่งบานขึ้นในทุกๆที่ … บางครั้งมันเกิดขึ้นโดยที่เราคาดการณ์ไม่ถึงอย่างที่สุด และนี่คือสาเหตุที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่า ประกายไฟครั้งไหนจะเป็นตัวจุดชนวนจริงๆ”

ดังนั้นสำหรับ เลนิน คำขวัญที่น่าจะสำคัญที่สุด คือ “จงพร้อมไว้เสมอ” (Be ready!) — “จงพร้อมสำหรับสิ่งที่คาดไม่ถึง สิ่งที่เป็นไปได้ แต่มันกำลังจะเกิดขึ้น”

นี่คือ ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “การเมือง”

DB เสนอว่า การต่อสู้ของพรรคการเมือง (หรือเราอาจพูดถึงองค์กรที่มีการจัดตั้งทางการเมือง โดยที่คำว่า การเมือง นี้มีความหมายแบบที่เลนินพูด) นั้นเป็นการต่อสู้ที่เข้มข้น และบ่งบอกถึงความเป็นการเมืองอย่างถึงที่สุด

องค์กรทางการเมือง จะทำหน้าที่รวบรวมความต้องการของสังคมที่มีมากมายเข้ามาเชื่อมโยงกับ ความสัมพันธ์ที่กดขี่ขูดรีด ที่ดำรงอยู่

เราลองดูนะครับ หันไปทางไหนก็มีแต่ “องค์กร” หรือไม่ก็ “ขบวนการ” อะไรเยอะแยะไปหมด สิ่งเหล่านี้เป็นการรวมตัวเป็นองค์กรจริง แต่ไม่ใช่ “องค์กรทางการเมือง” ในความหมายของเลนิน

เพราะอย่างที่พูดไว้ในตอนที่แล้ว การเมืองนั้นหมายถึงการต่อสู้ที่เชื่อมโยงสังคมทั้งสังคม หรือยึดโยงเอาการกดขี่ขูดรีดที่มากมายของสังคม เข้ามาเพื่อต่อสู้กับ ระบบทุนนิยม ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจสังคมและการเมืองที่กดขี่ขูดรีดทำร้ายพวกเราอยู่ ทั้งระบบ

ดังนั้น หากองค์กรใด ไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ สำหรับเลนิน (ตามการตีความของผม) ไม่ใช่ “องค์กรทางการเมือง”

เช่น สหภาพแรงงาน หรือ องค์กรชาวบ้าน ที่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของแรงงานแต่ละพื้นที่ แต่ละประเด็น ล้วนเป็นองค์กรของคนที่ถูกกดขี่จากระบบทุนนิยม แต่ ไม่ใช่ “องค์กรทางการเมือง” เสมอไป ถ้า…องค์กรเหล่านั้นไม่ได้มี “ยุทธศาสตร์” หรือเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงผู้ที่ถูกกดขี่ภายในโรงงาน ย่าน หรือ ท้องถิ่นของตัวเองเข้ากับ “ระบบสังคมแบบทุนนิยม” ที่กดขี่เราอยู่ และการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยรวม

ถ้าแรงงานสู้ในประเด็นสวัสดิการในโรงงาน แล้วไม่เชื่อมโยงถึงสถานการณ์ทางการเมือง และระบบสังคมที่กดขี่เราอยู่ทั้งระบบ เช่น การกดขี่ทางเพศ เผด็จการ หรือรัฐสวัสดิการ ว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างเป็น “ระบบ” อย่างไร นั่นแสดงว่า องค์กรเหล่านั้นไม่ได้ทำงานการเมือง หรือไม่ได้เป็น “องค์กรทางการเมือง”

จริงๆเลนินไม่ได้ใช้คำว่า องค์กรทางการเมือง แบบที่ผมใช้นะครับ แต่ใช้คำว่า “พรรคการเมือง” แต่ถ้าผมพูดว่า พรรคการเมือง แต่แรก อาจนำไปสับสนกับ พรรคการเมืองน้ำเน่าของนายทุนในระบบปัจจุบัน แต่คำว่า “พรรคการเมือง” ของเลนิน นั้นเป็น องค์กรทางการเมืองของผู้ถูกกดขี่แบบที่ผมพูดไปแล้วข้างบน

วันนี้เอานิยาม “พรรคการเมือง” หรือ “องค์กรทางเมือง” แบบ เลนิ้น เลนิน ไป ก่อนนะครับ เดวจะมาเล่าต่อเรื่อง ความสำคัญของ พรรคการเมือง ต่อ

Permalink 4 ความเห็น

Next page »